หน้าแรก บล็อก

แชร์เก็บไว้..ผลไม้และสมุนไพร 5 ชนิดนี้ มีผลลบต่อไต

0

เป็นที่ทราบกันดีว่าไตทำหน้าที่กรองของเสี ย ขับของเสี ยประเภทโปรตี นควบคุมปริมาณน้ำในร่างกาย เกลือแร่  ผลิตฮอร์โมนควบคุมแคลเซียม  ปัจจุบันเราสามารถดูแลสุขภาพได้หลายวิธี เช่นด้วยการออกกำลังกาย ตรวจร่างกายประจำปี หรือทานอาหารเสริม ไม่ว่าจะแผนปัจจุบันหรือสมุน ไพร ก็ได้รับความนิยมทั้งนั้น แต่ใครจะรู้ว่า พืชสมุน ไพรหรือผลไม้บางชนิดก็ไม่ได้มีแต่ด้านดีอย่างเดียว ถ้าไม่รู้จักเลือกรับประทาน ให้เหมาะสมกับตนเอง หรือสุขภาวะของตนเอง ก็เท่ากับเราทำร้ายตัวเองนะคะ ลองมาดูกันหน่อยว่าสมุน ไพรตัวไหนบ้างที่เหมาะ หรือไม่เหมาะกับคนที่เป็นโร คไต หรือมีโอกาศทำลา ยไตของเรา

1. หญ้าหนวดแมว (Java Tea) เป็นที่รู้จักในวงการแพทย์แผน โบราณว่าช่วยการขับปัสสาวะ ช่วยขับนิ่ วในทางเดินปัสสาวะ  เนื่องจากหญ้าหนวดแมวมีปริมาณโปแทสเซียมที่สูงมาก จะส่งผล เสี ยต่อผู้ป่วยโร คไต การที่มีโปแทสเซียมสูง ทำให้ไตทำงานหนัก ในการกรองและขับของเสี ยออกมาทางปัสสาวะ และถ้าไม่สามารถขับออกมาได้ จะเกิดการคั่งของโปแทสเซียมในร่างกาย

2. มะเฟือง นำมาใช้เป็นยาสมุน ไพร แก้ไข้ แก้ไอ ช่วยขับปัสสาวะ แต่มะเฟืองเป็นผลไม้ที่มีสา รออกซาเลต (Oxalic acid) ในปริมาณมาก เมื่อเรารับประทานในปริมาณมาก หรือรับประทานในขณะท้องว่าง ทำให้สา รออกซาเลตถูกดูดเข้าร่างกายได้อย่างรวดเร็ว และถูกขับทางไต สา รชนิดนี้จะไปจับตัวกับแคลเซียมในไต ทำให้เกิดนิ่ ว ในเนื้อไตและท่อไต ดังนั้นทั้งคนปกติหรือผู้ ป่ว ยโร คไตควรหลีกเลี่ยงการรับประทานมะเฟือง ในปริมาณมาและติดต่อกัน เป็นเวลานานจะดีที่สุด

3. หญ้าไผ่น้ำ (river spiderwort) มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ และลดการอักเส บของทางเดินปัสสาวะ บรรเทาอาการบวม หญ้าไผ่น้ำไม่เหมาะกับการใช้กับผู้ป่วยโร คไตเรื้ อรัง เพราะจะทำให้ไตทำงานหนัก

4. ลูกเนียง หรือ ชะเนียง (djenkol bean) เป็นพืชตะกูลถั่ว ที่นิยมทานกันมากทางภาคใต้ของไทย ใช้ลูกอ่อนปอกเปลือก จิ้มน้ำพริกหรือใช้เป็นเครื่องเคียง อาหารรสเผ็ด ในลูกเนียง ประกอบด้วยแป้งร้อยละ 70 โปรตีนร้อยละ 15 ธาตุเหล็ก แคลเซียม วิตามินบี 1และ 12 กรดแจงโคลิค (djenkolic acid)  การลดพิ ษในลูกเนียงโดยการนำมาหั่นเป็นแผ่นบางๆตากแดด ให้หมาดก่อนนำมารับประทานหรือต้ม ในน้ำผสมโซเดียมไบคาร์บอเนต เป็นเวลา 10นาที จะทำให้กรดแจงโคลิคลดลง 50 %

5. ใบยอ จากกระแสในโลกโซเซียล ว่าน้ำใบยอสามารถรักษาโร คไตได้ แท้จริงใบยอไม่สามารถรักษาได้ และยังทำลา ยไตอีกด้วย ใบยอมีธาตุฟอสฟอรัสสูงมาก  ไตไม่สามารถนำฟอสฟอรัส ออกมาใช้ได้ตามปกติ จึงเกิดการสะสม ส่งผลให้เกิดโรคแทรกซ้อน อื่นๆตามมา อย่างโร คนิ่วในไต

เห็นไหมค่ะว่าพืช ผลไม้ หรือสมุน ไพร ที่เราทานๆกันอยู่ประจำ หรือนำมาใช้เป็นยาสมุน ไพร บางชนิดก็มีอันต รายต่อโร คทางไต หากเรามีโร คประจำตัวอยู่การรับประทานสมุน ไพรก็ควรปรึกษาแพทย์ก่อน จะดีกว่านะคะ เพื่อความปลอดภัย ต่อสุขภาพของตัวเราเอง

ขอบคุณที่มา.เพจสาระน่ารู้ พืชผักผลไม้เพื่อสุขภาพที่ดี

Facebook Comments

พืชมหัศจรรย์ แก่นตะวัน ลดน้ำตาล รักษาเ บาหวาน

0

วันนี้เราจะมาแนะนำพืชมหัศจรรย์ ที่มีชื่อว่า แก่นตะวัน เป็นพืชตระกูลทานตะวัน มีถิ่นกำเนิดแถบทวีปอเมริกาเหนือ และมีความคงทนต่อทุกสภาพการปลูก มีสรรพคุณเป็นสมุน ไพรรักษาเบาหวาน ลดควา มอ้วน และสามารถนำไปแปรรูป ในเชิงอุตสาหกรรมทางอาหารได้ แต่หลักๆ แล้วจะมุ่งไปทางด้านสุขภาพ เรามาติดตามว่า เจ้าสมุน ไพรแก่นตะวันนี้ จะช่วยให้สุขภาพของเราดี ในด้านใดบ้าง รวมทั้งที่มาของชื่อแก่นตะวัน

ลักษณะของแก่นตะวัน ก่อนอื่นมาทำความรู้จัก ลักษณะกันก่อน เจ้าสมุน ไพรแก่นตะวัน เป็นพืชล้มลุก มีต้น คล้ายทานตะวัน มีดอกสีเหลือง มีหัวใช้สะสมอาหาร หัวแก่นตะวัน จะมีลักษณะคล้าย กับขมิ้น ขิง หรือข่า มีสีหลากหลายสี เช่น เหลือง แดง ขาว ม่วง มีผิวใบสาก รูปใบปลายแหลม ลำต้นสูงประมาณ 2 เมตร ออกดอกสีเหลือง คล้ายกับดอกทานตะวัน

การเพาะปลูกและดูแล สมุนไพรแก่นตะวัน เป็นพืชที่ปลูกง่าย ลักษณะปลูกคล้ายกับ ขมิ้นชัน เติบโตในดินร่วนปนทรายได้ดี และให้ผลผลิตดีด้วยดินร่วนปนทรายสามารถปลูกได้ทุกฤดู โดยเฉพาะช่วงฤดูฝนจะดีที่สุด แต่ระวังอย่าให้น้ำขัง เพราะจะทำให้หัวแก่นตะวันเน่าได้

วิธีการปลูก เตรียมแปลงดิน ด้วยการยกร่อง แล้วตากแดดเอาไว้ 15 วัน จากนั้นให้พรวนดิน และปรับสภาพดินด้วยการโรยบุ๋ยคอก ทำการขุดหลุมขนาด 10×15 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างหลุมต่อหลุมที่ 50 เซนติเมตร จากนั้นนำพันธุ์ ที่เป็นแง่งมีตา ประมาณ 3 ตา ลงหลุม แล้วรดน้ำเช้าเย็น การใส่ปุ๋ย – หลังจากลงแปลงปลูกไปแล้ว ประมาณ 15 วัน ให้ทำการใส่บุ๋ย แนะนำให้ใช้ บุ๋ยคอก บุ๋ยหมัก หรือบุ๋ยอินทรีย์

ระยะของการเก็บเกี่ยว แก่นตะวันเป็นพืชอายุสั้น ประมาณ 120 วัน ก็สามารถเก็บเกี่ยวได้แล้ว โดยในช่วง 60 วันแรก แก่นตะวันจะสะสมสารอาหารในใบ และลำต้น และจากนั้น นับต่อจนถึงระยะเวลาประมาณ 80 วัน(60 + 80 = 120 วัน) ใบแก่นตะวันก็จะร่วง และต้นก็จะเริ่มเหี่ยวประมาณ 50% ของลำต้น ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เลย ถ้าปลูกมากก็ใช้เครื่องจักรในการเก็บเกี่ยว

ประโยชน์เบื้องต้น เราใช้ประโยชน์ จากหัวแก่นตะวัน ในการกินหัวสด กินเป็นผักสด ใช้ทำขนมหรือต้มรับประทาน ทานแล้วไม่รู้สึกหิว สา รอาหารในแก่นตะวัน ภายในหัวแก่นตะวันจะมีน้ำอยู่ถึง 80% คาร์โบไฮเดรต ประมาณ 18% และสา รอาหารที่พบในแก่นตะวัน มีด้วยกัน 2 ชนิด ตามคำบอกกล่าวของ ดร.ครรชิต จุดประสงค์ อาจารย์สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ว่า แก่นตะวันมีส่วนประกอบของ อินนูลิน และ ฟรุคโตโอลิโกแซคคาไรด์ในปริมาณสูง ซึ่งสารทั้งสองชนิดมีคุณสมบัติ เป็นใยอาหารชนิดละลายน้ำได้ดีกว่าใยอาหารชนิดอื่นๆ จึงถูกแบคทีเรี ยย่อยสลายได้ กลายเป็นอาหารที่ดีของจุลินทรีย์ในลำ ไส้ใหญ่ของคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจุลินทรีย์ที่ส่งผลดีต่อสุขภาพ และมีสรรพคุณเป็นสมุน ไพรรักษาเบาหวานด้วย

สรรพคุณ ลดน้ำตาล เบา หวาน ใครที่เป็นเบา หวาน ลองหันมาทานแก่นตะวัน ด้วยรสชาติหวาน สามารถกินแทนน้ำตาล โดยไม่ส่งผลกระทบต่อระดับน้ำตาลในเลืด ถึงแม้จะบริโภคในปริมาณมากก็ตาม ผู้ป่วยเบาหวานที่ขาดน้ำตาลไม่ได้ ก็ลองทานเป็นประจำทำให้รู้สึกว่าได้รับน้ำตาลตลอด แต่น้ำตาลในเลืดจะลดลง

ช่วยควบคุม จุดเด่นในสมุนไพรแก่นตะวันพบว่า คาร์โบไฮเดรต ที่มีอยู่ในแบบอินนูลิน (Inulin) มีลักษณะคล้ายแป้ง มีคุณสมบัติในการรักษาสมดุล ของสารอาหารที่ได้จากการบริโภค ความหมาย คือ สามารถบริโภค แก่นตะวันได้ในปริมาณมาก แต่ยังคงรักษาระดับพลังงานให้คงที่ จึงใช้เป็นอาหาร ควบคุมน้ำหนักได้ ส่วนลดน้ำหนัก เมื่ออยู่ใน กระเพาะ และลำไส้เล็ก จะไม่ถูกย่อย และจะอยู่ในระบบทางเดินอาหารเป็นเวลานาน ส่งผลทำให้ไม่รู้สึกหิว กินอาหารได้น้อยลง ด้วยคุณสมบัติดังกล่าว สามารถช่วยลด น้ำหนักเป็นอย่างดี

วิธีทานแก่นตะวัน สมุนไพรแก่นตะวัน จะทานสด หรือจะใช้ปรุงเป็นอาหารแทนมันฝรั่งก็ได้ เนื้อจะมีรสหวาน ใช้ใส่ในสลัด จะต้ม จะนึ่ง ก็ได้ สารอาหารเพียบ กินแล้วมีประโยชน์ทั้งนั้น

ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากแก่นตะวัน เนื่องจากแก่นตะวันได้รับความนิยมในหมู่คนรักสุขภาพมาก ทำให้มีการส่งเสริมในการปลูกมากขึ้น และก็ได้แปรรูปในด้านอาหารได้หลายอย่าง เช่น ข้าวเกรียบ น้ำพริก ยาสมุนไพรลดความอ้วน แก่นตะวันผงใช้ปรุงหลังอาหาร

แก่นตะวัน – พลังงานทดแทน อ้างจากข้อมูลเว็ปไซด์ ผู้จัการ (Manager.co.th) ได้ให้ข้อมูลว่า สามารถแปรรูปเป็นเอทานอล พลังงานทดแทน ซึ่งข้อมูลเบื้องต้นพบว่า หัวแก่นตะวัน เป็นพืชที่มีความหวานให้น้ำตาล สามารถใช้จุลินทรีย์หมักเป็นเอทานอลได้ โดยหัวแก่นตะวันสด 1 ตัน สามารถหมักและสกัดเป็นเอทานอลได้ 80 ลิตร เมื่อเทียบกับอ้อย 1 ตันสามารถหมักเป็นเอทานอลได้ประมาณ 65-70 ลิตร

ผลสรุปวิจัยแก่นตะวันจากมหาลัยต่างๆ ม. มหิดล โดยสรุปหากเปรียบเทียบกับปริมาณการรับประทานต่อหนึ่งหน่วยบริโภคที่ 70 กรัมต่อคนที่รับประทานต่อวัน จะได้รับอินนูลินสูงถึงประมาณ 13.6 กรัม และฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์ประมาณ 3.6 กรัมซึ่งถ้ามีการสนับสนุนและบริโภคกันเป็นประจำ จากคุณสมบัติความเป็นใยอาหา รและพรีไบโอติก ของอินนูลิน และฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์ จะมีส่วนช่วยเสริมภูมิคุ้มกันได้ดี โดยไม่จำเป็นต้องได้รับการเสริมอินนูลินและฟรุกโตโอลิโกแซคคาไรด์ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีจำหน่ายอยู่ทั่วไป อย่างไรก็ตามแก่นตะวันยังเป็นที่รู้จักกัน เฉพาะในกลุ่มที่ดูแลสุขภาพเท่านั้น และในด้านการเพาะปลูกยังมีปริมาณที่จำกัดด้วย พบได้ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่นหนองคาย ขอนแก่น อุดรธานี มหาสารคาม สกลนครนครราชสีมา นครพนม ร้อยเอ็ด และในเขตภาคกลางของจังหวัดลพบุรี สระบุรี เป็นต้น เนื่องจาก แก่นตะวันมีปริมาณอินนูลินสูง จึงควรได้รับการสนับสนุนให้มีการเพาะปลูกและบริโภคเป็นอาหารให้แพร่หลายมากขึ้น รวมทั้งนำ ไปพัฒนาสู่อุตสาหกรรมอาหารต่อไป

 

Facebook Comments

ผักแก่นขม บำรุงน้ำดี และสรรพคุณน่าทึ่ง 16 ข้อ

0

สมุน ไพรผักแก่นขม มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ผักขื้ขวง (ภาคเหนือ),แก่นขม ดางขม ขื้ขม(ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ), สะเดาดิน ผักขวง (ภาคกลาง), ขื้ก๋วง, ส่วนในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 เรียกสมุนไพรชนิดนี้ว่า ขวง เป็นต้น

ผักแก่นขม เป็นผักพื้นบ้าน ที่พบมากในภาคอีสาน และภาคเหนือ หารับประทานได้ง่ายในหน้าหนาว และหน้าแล้ง โดยเฉพาะภาคอีสาน ที่นิยมใช้ประกอบอาหารจำพวกต้ม และแกงต่างๆ เนื้อผักมีความนุ่ม ให้รสขมเล็กน้อย ช่วยเพิ่มรสให้น่ารับประทาน และมีสรรพคุณทางย าต่อ ร่างกาย

ถิ่นกำเนิด และการแพร่กระจาย ผักแก่นขมมีถิ่นกำเนิด ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบได้ในตอนบนของพม่า ไทย และลาว ในประเทศไทยพบมาก ในภาคอีสาน พบได้เฉพาะในแปลงนา หรือพื้นที่เตียนโล่ง โดยเฉพาะบริเวณแอ่ง หรือที่ต่ำในแปลงนาหรือข้างแอ่งน้ำที่ชุ่ม และพบได้เฉพาะช่วงหน้าหนาวถึงหน้าแล้ง

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ลำต้น ผักแก่นขม เป็นพืชล้มลุก ชนิดเลื้อย มีลำต้นหลักสั้น สีน้ำตาลอมแดง แทงขึ้นเหนือดินเล็กน้อย จากนั้น ลำต้นแตกกิ่ง แขนงออกจำนวนมาก ขนาดกิ่ง 0.2-0.3 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 10-20 เซนติเมตร กิ่งมีลักษณะเป็นข้อปล้อง บริเวณข้อเป็นส่วนแตก ออกของใบ กิ่งแขนงอ่อนมีสีเขียวอ่อน กิ่งที่โตเต็ม ที่มีสีเขียวอมน้ำตาล เนื้อกิ่งเป็นเส้นใย กิ่งแขนงเมื่อเริ่มแตกออกจะนอนเลื้อย ตามพื้นดิน

ใบ ใบแก่นขม ออกเป็นคู่ตรง ข้างกันบริเวณข้อกิ่ง มีรูปหอก ขนาดใบกว้าง 0.5-1 เซนติเมตร ยาวประมาณ 1-2 เซนติเมตร โคนใบสอบแคบ เรียวจรดกิ่งแขนง ปลายใบใหญ่ โค้ง และแหลมเล็กน้อย แผ่นใบ และขอบใบเรียบ มีสีเขียวอ่อน แผ่นใบด้านล่างมีสีจางกว่า เส้นกลางใบ และเส้นแขนงใบมองเห็นไม่ชัดเจน

ดอก แก่นขม ออกดอกเป็นช่อสั้นๆ ขนาดเล็ก แทงออกที่ปลายกิ่ง แต่ละช่อมีดอกประมาณ 5-8 ดอก ดอกย่อย มีขนาดเล็ก ทรงกลม ขนาดประมาณ 1-2 มิลลิเมตร ดอกทะยอยบาน ในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน

ผล และเมล็ด ผลแก่นขม มีลักษณะกลม ขนาดประมาณ 1 มิลลิเมตร เปลือก ผลมีสีน้ำตาลอมดำ ภายในมีเมล็ดขนาดเล็ก เปลือกเมล็ดมีสีน้ำตาล เมล็ดจะทยอยแก่ และร่วงลงดินประมาณเดือนเมษายน-พฤษภาคม

สรรพคุณแก่นขม ทุกส่วนของผักแก่นขม จะมีรสขมอ่อน มีสรรพคุณหลายอย่าง ได้แก่

1. ช่วยต้านมะเร็ งในระบบทางเดินอาหาร โดยเฉพาะมะเร็ งลำไส้

2. ช่วยลดไข้ บรรเทาอาการตัวร้อนจากไข้

3. ต้นสดนำมาตำผสมกับขิงใช้เป็นยาสุมกระหม่อมเด็ก จะช่วยแก้อาการปวดศีรษะ แก้หวัดคัดจมูก (ทั้งต้น)

4. ผักขวงทั้งต้นมีรสขมเย็น ใช้ปรุงเป็นยาแก้ไข้ แก้ไข้ทั้งปวง (ทั้งต้น)

5. ทั้งต้นใช้เป็นยาแก้หวัด แก้ไอ (ทั้งต้น)

6. ใช้เป็นยาแก้ร้อนในกระหายน้ำ ระงับความร้อน (ทั้งต้น)

7. ทั้งต้นใช้ผสมกับน้ำมันละหุ่ง แล้วนำไปอุ่นใช้เป็นยาหยอดหูแก้อาการปวดหู (ทั้งต้น)

8. ในประเทศอินเดียจะใช้ผักขวงทั้งต้นปรุงเป็นยา ระบา ย (ทั้งต้น)

9. ผักขวงมีสรรพคุณช่วยบำรุงน้ำดี (ทั้งต้น)

10. ทั้งต้นใช้เป็นยาแก้คัน เป็นยาทาแก้โร คผิวหนัง  (ทั้งต้น)

11. ใช้เป็นยาทาแก้อาการฟก ช้ำ บวมต้น)

12. ผักแก่นขม จัดอยู่ในพระคัมภีร์ธาตุวิวรณ์ ซึ่งเป็นตำรับยาแก้ไข้เพื่อดี (ไข้ที่เกิดจากดีพิการ มีอาการปวดศีรษะ ไข้สูง)

13. ในพระคัมภีร์โรคนิทาน มีตำรับยาที่เข้าด้วยผักแก่นขม 1 ตำรับ คือ ยาสุมกระ หม่อมในช่วงฤดูฝน (แก้อาการปว ดศีรษะและจมูกตึง) ระบุให้ใช้ผักขวง, ใบหญ้าน้ำดับไฟ, ใบหางนกยูง, ฆ้องสามย่าน, เทียนดำ, ไพล, หัวหอม, ดอกพิกุล และดินประสิวขาว นำมาบดสุมกระหม่อม แก้ปวดศีรษะและจมูกตึง

Facebook Comments

แจกสูตรชาดาวเรือง แก้ตาแห้ง แสบตา พร้อมแนะนำ 42 สรรพคุณ

0

ดาวเรือง เป็นสุดยอดพืชสมุน ไพรจำพวกไม้ล้มลุกขนาดเล็ก ที่มีชื่อเรียกตามท้องถิ่นต่างๆ เช่น ภาคเหนือเรียก คำปู้จู้หลวง ดาวเรืองมีหลากหลายสายพันธุ์ โดยในประเทศไทยของเรานั้น จะนิยมใช้ดอกดาวเรืองพันธุ์ซอเวอร์เรน มาใช้ประโยชน์ทางด้านการค้า เนื่องจากมีดอกที่ใหญ่ดูสวย โดยขยาย พันธุ์ด้วยเมล็ดเป็นหลัก จะได้ต้นใหญ่สวย หรือจะปักชำก็ได้แต่ต้นที่ได้จะมีขนาดเล็กกว่า เจริญเติบโต ได้ดีในดินร่วนเพราะระบายน้ำได้ดี

ลักษณะของดาวเรือง ต้นดาวเรือง เป็นไม้ล้มลุก อายุหนึ่งปี มีถิ่นกำเนิด จากประเทศเม็กซิโก นิยมปลูก เป็นไม้ประดับ เพราะให้ดอกสวยงาม และดูแลง่าย นำไปร้อยมาลัย หรือไหว้พระได้ ลำต้นตั้งตรง เนื้ออ่อนสีเขียว สูง 90-120 ซม. แตกกิ่งก้าน มากหน่อยตรงข้างบน เป็นใบประกอบ ใบย่อยออกตรงข้ามกัน มีอยู่ 11-16 ใบ ลักษณะเป็นรูปหอก ขนาดเล็ก ปลายแหลม

ดอกออกดอก เป็นดอกเดี่ยว หรือเป็นช่อ มีสีเหลืองอ่อน หรือสีเหลืองเข้ม แล้วแต่สายพันธุ์ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 5-12 ซม. ปลายกลีบจักเป็นซี่ฟัน สรรพคุณของดาวเรืองดอก สามารถนำมาใช้ประกอบ อาหาร รับประทานได้ เช่น การนำดอกตูมมาลวกจิ้ม กับน้ำพริก ใช้แกล้มกับลาบ หรือจะใช้ดอกบาน นำไปปรุงแบบยำใส่เนื้อ ทำน้ำยำแบบรสหวาน คล้ายกับน้ำจิ้มไก่ หรือน้ำจิ้มทอดมัน เป็นต้น ส่วนทางภาคใต้นั้น จะนิยมนำมาใช้เป็นผักผสมในข้าวยำ

ดอกดาวเรืองมีสา รเบตาแคโรทีนจากธรรมชาติ ซึ่งคุณสมบัติของเบตาแคโรทีนนี้ จะทำหน้าที่โปรวิตามินเอ เมื่อได้รับเข้าสู่ ร่างกายแล้วจะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ ใช้น้ำสกัดจากดอกดาวเรือง สามารถนำมาใช้ เพื่อป้องกัน และกำจัดไส้เดือนฝอย ในดินได้ โดยขนาดที่ใช้คือกลีบดอกสด 3 กรัมปั่นในน้ำ 1 ลิตร ใช้เป็นย าฉีดพน

ดอกสามารถนำมาใช้ ในงานพิธีต่าง ๆ ใช้ร้อยเป็นพวงมาลัย เพื่อบูชาพระและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ตามความเชื่อ หรือนำมาใช้เป็นดอกไม้ปักแจกันก็ได้เช่นกัน ดอกใช้สกัด ทำเป็นสีย้อมผ้า โดยจะให้สีเหลืองทอง ซึ่งดอกดาวเรืองแห้ง 1.2 กิโลกรัม สามารถนำมาย้อมเส้นไหมได้ 1 กิโลกรัม โดยใช้วิธีการต้ม เพื่อสกั ดน้ำสีนาน 1 ชั่วโมง แล้วกรองเอาเฉพาะน้ำ ใช้ย้อมด้วยกรรมวิธี การย้อมร้อน แล้วนำเส้นไหม มาแช่ในสารละลาย 1% สารส้ม ก็จะได้เส้นไหม สีเหลืองทอง และดอกดาวเรืองที่ได้ จากการนึ่งและอบจะให้น้ำสีที่เข้มข้นกว่าดอกสด 1 เท่า และมากกว่าดอกตากแห้ง 5 เท่า เมื่อใช้ในอัตราส่วน เท่ากัน

ต้นและรา กของดาวเรือง มีสา รที่ช่วยป้องกัน และกำจัดไส้เดือนฝอย ในดินได้ โดยใช้วิธีการไถกลบ ทั้งต้นและรา กลงในแปลงปลูกพืชเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่มีปัญหาไส้เดือนฝอย ในดิน เช่น แปลงยาสูบ มะเขือเทศ เยอบีร่า และสตรอว์เบอร์รี เป็นต้น จึงมีประโยชน์ในด้านการนำมาฟื้นฟูดิน

ปัจจุบันได้มีการ ปลูกดาวเรือง เพื่อนำมาผลิตเป็นดอกดาวเรืองแห้ง เพื่อใช้เป็นส่วนผสมในอาหารหรือเป็นส่วนผสมในอาหารเสริมของไก่ไข่ กันอย่างกว้างขวาง เพราะมีผลงานวิจัยที่ระบุว่า อาหารไก่ที่ผสมดอกดาวเรืองแห้ง จะช่วยเพิ่มความเข้มสีของไข่แดงได้

เนื่องจากดอกดาวเรือง มีความสวยงาม จึงนิยมปลูก เพื่อประดับเป็นจุดเด่นตามสวนหรือใช้ปลูกเป็นกลุ่ม ๆ ตามริมถนนหรือทางเดิน

ดอกและราก มีรสขมเผ็ดเล็กน้อย เป็นยาเย็น

ใช้ใบแห้งประมาณ 5-10 กรัม นำมาต้ม กับน้ำดื่ม เป็นย าแก้เด็ กเป็นตานขโมย

ช่วยแก้อาการเวียนศีรษะ ด้วยการใช้ดอกประมาณ 3-10 กรัม ต้มกับน้ำดื่ม (ดอก)

ดอกช่วยบำรุงสายตาและถนอมสายตาได้ดี ในตำรายาจีนจะนำดอกมาปรุงกับตับไก่ใช้กินเป็นยาบำรุงสายตาได้ดี (ดอก)

ดอกใช้รักษาคางทูม ด้วยการใช้ดอกประมาณ 3-10 กรัม นำมาต้มกับน้ำดื่ม (ดอก) ส่วนตำรายาจีนจะใช้ดอกแห้ง ดอกสายน้ำผึ้ง เต่งเล้า อย่างละเท่ากัน นำมาบดรวมกันเป็นผง ผสมกับน้ำส้มสายชูคนให้เข้ากัน แล้วนำมาใช้พอกบริเวณที่เป็น (ดอก)

ดอกดาวเรืองดี กับดวงตา โดยเฉพาะคนที่เล่นคอม เล่นมือถือมากๆ ดื่มก่อนนอนอาทิตย์ละ 2-3 ครั้งช่วยได้

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

พระอธิการ นพดล กันตสีโล วัดหนองรั้ว.
มูลนิธิหมอชาวบ้าน.medthai.com,หนังสือสารานุกรมสมุนไพร
ฐานข้อมูลพรรณไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์,สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

เรียบเรียงโดย:เพจ ที่นี่มีสาระ

Facebook Comments

ควรมีไว้ทุกบ้าน ว่านงาช้าง รักษาฝ้า บำรุงผิว (อ่านวิธีใช้)

0

เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงเคยเห็นเจ้าต้นไม้รูปร่างแปลก ๆ รูปร่างหน้าตาของมัน คล้าย ๆ กับฝักมะรุม หรืองาช้างที่มีสีเขียว มันจึงได้ชื่อว่า ว่านงาช้าง ซึ่งจัดเป็นว่านมหานิยม ที่นิยมปลูกเป็นไม้ประดับต้น และดอก ทั้งในกระถางตั้งหน้าบ้าน หน้าร้านค้า รวมถึงแปลงจัดสวน เพื่อเสริมความเป็นสิริมงคล และช่วยให้ทำมาค้าขายร่ำรวย ทั้งนี้ ด้วยลักษณะเด่นทีมีใบหรือลำต้นเทียมตั้งตรง ปลายลำแหลมทำให้มีรูปร่างคล้ายงาช้าง จึงทำให้เป็นที่มาของชื่อที่เรียกกันว่า ว่านงาช้าง

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ลำต้น ลำต้นว่านงาช้างมีลำต้นแท้อยู่ใต้ดิน เป็นเหง้าที่แตก แยกออกเป็นแง่ง คล้ายเหง้าข่า แต่เปลือกหุ้มด้านนอกจะมีสีส้ม เนื้อหัวด้านในมีสีเหลืองอมส้ม มีกลิ่นหอมอ่อนๆ

ใบ ใบว่านงาช้าง โดยทั่วไปเข้าใจว่าเป็นว่านไม่มีใบ แต่ในทางวิชาการแล้ว ลำต้นเทียมที่เป็นลำทรงกลมสีเขียวก็คือใบนั่นเอง ใบหรือลำต้น เทียมเหนือดินจะแทงออกจากตา ของหัวหรือเหง้าที่อยู่ใต้ดิน ลำต้นเทียม มีลักษณะเป็นทรงกลม สีเขียวทั้งใบหรือมีสีเขียวที่ประคาดเป็นลายขาวเขียว ลำใบตั้งตรง ไม่แตกแขนง สูงประมาณ 40-60 ซม. โคนใบใหญ่ ปลายใบแหลม มีร่องลึกเป็นพูตามแนวยาว จากโคนถึงส่วนปลาย โดยลำต้นเทียมนี้ จะมีอายุนานหลายปี

ดอก ดอกว่านงาช้างจะแทงออก จากเหง้า มีลักษณะออกเป็นช่อ ที่ประกอบด้วยดอกสีขาว เป็นชั้นๆตามความสูง ของช่อดอก ดอกส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ลักษณะเด่น ของว่านหางช้างอีกอย่างคือ หอมได้ทนนาน ดอกก็อยู่ทนนาน จึงเหมาะที่จะปลูกบริเวณบ้าน

ประโยชน์ว่านงาช้าง เนื่องจากลำต้นเทียม หรือใบมีลักษณะโดดเด่น ต่างกับพืชอื่น รวมถึงดอกที่ออก เป็นช่อสวยงาม จึงนิยมปลูกเป็นไม้ประดับ ทั้งปลูกในกระถาง และปลูกในแปลงจัดสวน ทั้งนี้ อาจปลูกประดับ แบบลำต้นตั้งตรงตามธรรมชาติ หรือ ดัดบิดเป็นเกลียวพันหลายต้นเข้าด้วยกัน ปลูกเป็นไม้มงคล ด้วยเชื่อว่า เป็นว่านที่ช่วยเสริมความเป็นสิริมงคล แก่คนในครอบครัว ช่วยให้ผู้คนเข้าร้านมากขึ้น ทำให้ทำมาค้าขายร่ำรวย

เหง้าหรือหัว และใบหรือลำต้นเทียมนำมาต้มน้ำดื่ม มีรสขมเล็กน้อย ใช้ขับพยาธิ และ ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ ใบหรือลำต้นเทียม นำมาตำใช้ทาภายนอก ใช้ทาหน้ารักษาสิว ใช้ทาหน้า ลดรอยเหี่ยวย่น ช่วยให้หน้าเต่งตึง

รักษาอาการใบหน้า เป็นฝ้าหน้าตกกระ โดยเอาใบของว่านงาช้าง มาล้างให้สะอาด แล้วเอามาตัดเป็นท่อนสั้นๆ โขลกหรือทุบให้แตกออกมากๆ เอาไปต้มกับน้ำสะอาด เอาน้ำยาที่ได้มาดื่มครั้งละ 1 ถ้วยตะไล เช้าเย็นอย่างละครั้ง

แก้อาการปวดในหู เอามาเผ าแล้วคั้นเอาน้ำออกมา เอาไปหยอดหู แก้อาการปวดในหู เจ็บปวด หูน้ำหนวกก็ใช้ได้

รักษารา กผม น้ำคั้นจากว่านมาชโลมเส้นผม รักษารา กผมให้สมบูรณ์แข็งแรง เส้นผมดกดำเป็นเงางาม ไม่ร่วงหล่น

การปลูกว่านงาช้าง ว่านงาช้างมักไม่ติดผล ถึงแม้จะมีดอกมาก็ตาม ดังนั้น ตามธรรมชาติของว่านงาช้าง จึงขยายพัน ธ์ ด้วยการแตกเหง้าใหม่เป็นหลัก ดังนั้น การปลูกว่านงาช้างจะใช้วิธีแยกเหง้าปลูกเป็นหลัก ด้วยการขุดแยกเหง้าอ่อนออกมาแยกปลูกเป็นต้นใหม่

การปลูกในกระถางนั้น จำเป็นต้องใช้วัสดุปลูก ที่ผสมระหว่างดินกับวัสดุอินทรีย์ อาทิ บุ๋ยคอก แกลบดำ อัตราส่วนผสม ประมาณ 1:3-5 เพื่อให้มีอินทรียวัตถุมาก เพราะว่านงาช้างเป็นพืชที่เติบโตได้ดี มีลำต้นสวยงามหากดินมีความร่วนซุย และดินมีอินทรียวัตถุสูง รวมถึงดินมีความชื้นตลอดเวลา

ส่วนการปลูกในแปลง สามารถปลูกลงในแปลงได้เลย หรือให้คลุกผสมดิน กับบุ๋ยคอกเสียก่อน แต่หลังการปลูก ควรใส่บุ๋ยคอกคลุมหน้าดินอย่างสม่ำเสมอ.

ข้อควรทราบ ว่านงาช้างมีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด คือ

ว่านงาช้างเขียว (หอกสุรกาฬ) คือ ชนิดใบสีเขียวล้วน ตลอดใบ และมีร่องตามแนว ความยาวใบ
ว่านงาช้างลาย (หอกสุรโกฬ) คือ ชนิดใบสีเขียว และมีลายสีเขียว อมดำเป็นปล้อง ๆ ตลอดความยาวใบ

ขอบคุณข้อมูลจาก.nanagarden.com, samunpri.com, prayod.com, puechkaset.com

Facebook Comments

อ่านให้ดีก่อนดื่ม..น้ำมะพร้าวดีต่อสุขภาพ แต่รู้หรือไม่ ใครบ้างควรดื่มและไม่ควรดื่ม

0

หลายคนยังสับสน..เกี่ยวกับประโยชน์และโท ษของน้ำมะพร้าว ยิ่งมีข่าวแชร์ตามโลกโซเชียลว่าน้ำมะพร้าว มีประโยชน์มากมายมหาศาล ดื่มแล้วรักษาโร คได้สารพัด วันนี้เลยขออาสานำบทความมาให้อ่านทบทวนอีกครั้ง เพื่อจะได้ทำความเข้าใจกัน เกี่ยวกับการดื่มน้ำมะพร้าว ว่าใครควรดื่มและไม่ควรดื่มน้ำมะพร้าวนี้

สารอาหารในน้ำมะพร้าว น้ำมะพร้าวเป็นน้ำ ที่อุดมไปด้วยสารอาหารต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโปรตีนและไขมัน น้ำตาล วิตามิน และแร่ธาตุ แต่จะมีมากแค่ไหนมาดูตามนี้ค่ะ

ตารางแสดงสารอาหารในน้ำมะพร้าว

Total solids (%) 5.4.6.5

น้ำตาล (%) 0.2.4.4

แร่ธาตุ (%) 0.5.0.6

โปรตีน (%) 0.10.01

ไขมัน (%) 0.1.0.01

โพแทสเซียม (mg%) 247.0.290.0

โซเดียม (mg%) 48.02.0

แคลเซียม (mg%) 40.044

แมกนีเซียม (mg%) 15.010.0

ฟอสฟอรัส (mg%) 6.39.2

เหล็ก (mg%) 79.0106.0

ทองแดง (mg%) 26.026.0

Source: Satyavati Krishnankulty (1987)

จะเห็นได้ว่า ในน้ำมะพร้าวแก่ และอ่อนมีปริมาณน้ำตาลร้อยละ 0.2 และ 4.4 ตามลำดับ ซึ่งถึงแม้ว่าจะยังไม่มีข้อมูล การศึกษาในคน ว่าการดื่มน้ำมะพร้าวทุกวัน จะทำให้เป็นโร คเบาหวานหรือไม่ แต่จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก ได้กำหนดให้ปริมาณน้ำตาลที่ร่างกายต้องการต่อวัน ไม่ควรเกิน 10% ของปริมาณพลังงานที่ได้รับทั้งวัน สำหรับคนไทยปริมาณน้ำตาลที่ได้รับไม่ควรเกิน 6 ช้อนชา หรือ 24 กรัม เนื่องจากมีการได้รับน้ำตาลจากอาหารอื่นแล้ว และมีข้อกำหนดเกี่ยวกับอาหารที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน คือจำกัดการดื่มน้ำมะพร้าวอ่อนครั้งละ 1 ถ้วย พร้อมกับอาหาร.

เคล็ดลับการดื่มน้ำมะพร้าวไม่ให้เกิดโท ษน้ำมะพร้าว ควรดื่มแบบสดๆ เฉาะใหม่ๆ ไม่ควรทิ้งไว้หรือเก็บในตู้เย็นนานเกินครึ่งชั่วโมง เพราะถ้าดื่มทันที่ จะทำให้ร่างกายได้รับสาอาหารสูงสุด

1.นักกีฬา น้ำมะพร้าวเป็นเครื่องดื่มเกรือแร่ที่ดีที่สุดสำหรับนักกีฬา เพราะมีทั้งโพแทสเซียม ที่ช่วยฟื้นฟูร่างกาย และน้ำตาลกลูโคสที่ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้ทันที นักกีฬาที่ปล่อยพลังเกินร้อยจนล้า จะสดใสขึ้นทันตาเห็น

2.คนท้องเสีย เวลาท้องเสียร่างกายจะสุญเสียเกลือแร่ไปด้วย จนบางคนถึงกับมีอาการช็อกไปเลยก็มี แต่รู้หรือไม่ว่าน้ำมะพร้าวสามารถช่วยชดเชยเกลือแร่ ให้เราได้ ที่สำคัญไม่มีน้ำตาล

3. วัยรุ่นวัยเรียนที่ดื่มเป็นประจำจะทำให้ความจำดี ช่วยให้ผิวแข็งแรง ป้องกันสิวได้เด็ดนัก

4. คนเป็นไข้หวัดตัวร้อน เวลามีไข้ทานอาหารและยาไม่ค่อยได้ น้ำมะพร้าวคือคำตอบ เพราะมะพร้าวมีฤทธิ์เย็นช่วยลดไข้ได้ดี

แต่เดี๋ยวก่อน ว่าแต่เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า ดื่มปริมาณมากแล้วจะไม่เป็นภัยต่อ ร่างกาย เอาเป็นว่าเรามาทำความรู้จักกับ น้ำมะพร้าวเพิ่มเติม กันอีกนิดก่อนดีกว่า แล้วจะรู้ว่า โทษของน้ำมะพร้าวมีไหม แล้วค่อยตัดสินใจกันต่อไปว่า จะเริ่มหรือเลิกดื่ม.

นอกจากนี้ในน้ำมะพร้าวอ่อน ยังมีสา รไฟโตเอสโตรเจนในปริมาณที่สูง ไม่ต่างจากถั่วเหลือง ซึ่งมีการศึกษาถึงผลของการกินสา รสกัดจากถั่วเหลืองที่มีสา รไฟโตเอสโตรเจนสูง ในสตรีวัยหมดประจำเดือน เป็นเวลานาน 5 ปี พบว่ามีโอกาสเพิ่มการเกิดโร คเยื่อ บุ ม ด ลู ก หนาตัวผิดปกติ ดังนั้นการดื่มน้ำมะพร้าวอ่อน ที่มีสา รไฟโตเอสโตรเจนในกลุ่มสตรี ที่หมด ป ระ จำ เ ดื อ น มีโอกาสเสี่ยงเป็นโร คเ ยื่ อ บุ ม ด ลู ก หนาผิดปกติได้เช่นกัน

ดังนั้นสตรีที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ที่รับประทานอาหารครบ 5 หมู่หลัก จึงไม่จำเป็นต้องดื่มน้ำมะพร้าวทุกวัน และไม่ควรดื่ม เกินครั้งละ 1 ลูก เพราะในแต่ละวัน เราได้รับน้ำตาลจาก ขนม น้ำหวาน น้ำอัดลม ลุกอม เค้ก ผลไม้ สารพัดแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่ มีน้ำตาลร้อยละ 8-15 ซึ่งอาจมีผล ทำให้น้ำหนักเพิ่มแบบไม่รู้ตัว และเกิดการสะสม ไขมันแทน และสุดท้ายน่ะเหรอ ก็อ้วนลงพุงยังไงล่ะ และที่สำคัญภาวะอ้วน ในสตรีสูงอายุ โดยเฉพาะคนที่หมดประจำเดือน เป็นปัจจัยเสี่ยง อย่างหนึ่งของการเกิดโรคในผู้หญิง

มะะพร้าวเป็นผลไม้ที่คนไทยนิยมกันมาก แต่ประเทศที่ผลิตมะพร้าวได้เป็นอันดับหนึ่งคือ อินโดนีเซีย ส่วนประเทศไทยอยู่อันดับที่หก จะเห็นได้ว่า อะไรก็ตามเมื่อมีประโยชน์ ก็ย่อมทีโทษเช่นกัน รวมถึงโทษของมะพร้าว ด้วย หลังจากอ่านจบ คุณคงพบคำตอบนะคะ ว่าควรดื่มทุกวัน ตามกระแสที่แชร์กันมั้ย แต่ถ้ายังไม่แน่ใจ ควรกลับไปทวนอีกครั้ง เป๊ะสุด

ความเชื่อน้ำมะพร้าว กับประจำ เ ดื อ น มีความเชื่อว่า ขณะที่เป็นประจำเดือนห้ามดื่มน้ำมะพร้าวเด็ดขาด แต่จริงๆ แล้วน้ำมะพร้าวก็เหมือนน้ำหวานทั่วๆ ไป จึงไม่มีผลกระทบต่อประจำเดือน แต่มีข้อยกเว้นเช่นกัน ในบางรายอาจมีอาการแพ้น้ำมะพร้าวได้ แต่ก็มีงานวิจัยที่ออกมา แนะนำเหมือนกันว่า ไม่ควรเสี่ยงที่จะดื่ม เพราะอาจทำให้ประจำเดือน เปลี่ยนสีและหดหาย เนื่องจากน้ำมะพร้าวมีฮอร์โมนสูง (อ้างอิง:ดาราเดลี่) ประกอบกับงานวิจัยสมุน ไพรโบราณกล่าวว่า น้ำมะพร้าวเป็นของแสลง กับผู้หญิง ที่มีประจำเดือน (ที่มา: สารานุกรมสมุนไพร วุฒิ วุฒิธรรมเวช) สมุนไพรร้านเจ้ากรมป๋อ (อุทัย สินธุสาร)

ความเชื่อน้ำมะพร้าว กับคนท้อง
หลายๆ คนมีความเชื่อว่า ดื่มน้ำมะพร้าว ช่วงท้องจะทำให้ลูก ออกมาผิวพรรณผุดผ่อง ช่วยล้างไขตามตัว ความจริงเป็นแบบนี้ ในน้ำมะพร้าว มีสา รอาหารหลากหลาย และกรด ไขมันที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เมื่อดื่มน้ำมะพร้าว จะทำให้สร้างไขที่ตัวเดก มีสีค่อนข้างขาว เลยดูเหมือนว่าเดกตัวสะอาด โดยธรรมชาติ เดกทุกคนต้องมีไขห่อหุ้มตัวอยู่แล้ว เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง จากอุณหภูมิภายนอกและยังช่วยให้เดก คลอดง่ายอีกด้วย (ที่มา: หนังสือพิมพ์บ้านเมือง).

เพิ่มเติม สรรพคุณของมะพร้าว

ส่วนที่ใช้เป็นยา น้ำมันจากเนื้อมะพร้าวห้าว มีรสมัน ขนาดและวิธีใช้ ใช้เนื้อมะพร้าวห้าว เตรียมเป็นน้ำมันมะพร้าว น้ำมันมะพร้าว 1 ส่วน ผสมกับน้ำปูนใส 1 ส่วน วิธีเตรียมยา นำน้ำมันมะพร้าวใส่ภาชนะ เติมน้ำปูนใสทีละน้อยคนให้เข้ากัน เติมและคนไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งหมด น้ำปูนใส จะได้ ยาเตรียม ที่เข้ากัน ใช้ทาแผลที่เป็นบ่อย ๆ สรรพคุณ รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ข้อเสนอแนะ ไม่ควรใช้สมุน ไพรนี้กับแ เผลที่มีขนาดใหญ่ และแ เผลที่หนังแท้ หรือเนื้อถูก ทำ ล าย เพราะแ เผลที่ใหญ่และลึกอาจติดเชือได้ง่าย

สรรพคุณในตำรายาไทย เปลือก ต้นสดแก้เจ็บปวดฟัน และใช้ทาแก้หิด เนื้อมะพร้าว รับประทานเป็นย า ขับปัสสาวะ ขับพยาธิ แก้ไข้ กระหายน้ำ น้ำมะพร้าว รสหวานเค็ม รับประทานเป็นย า ระบาย แก้ท้องเสีย ขับปัสสาวะ แก้กระหายน้ำ แก้นิ่ว นอกจากนี้ยังทำเป็นน้ำส้มสายชู ใช้ประโยชน์อื่น ๆ อีกมาก

น้ำมันมะพร้าว รสหวานเค็ม ทาเป็นยาแก้ก ล ากเ กลื อน บำรุงหัวใจ แก้โร ค ผิ วหนังต่างๆ ทาแ เผลน้ำร้อนลวก ทาผิวหนังแตกแห้ง และใช้ทาผม

กะลา เป็นยาแก้ท้องเสี ยแก้ปวดกร ะดู กและเอ็น

ดอก รสฝาดหวานหอม เป็นย าแก้เจ็บปากเจ็บคอ แก้ท้องเสี ยแก้ไข้ แก้ร้อนใน กระหายน้ำ กล่อมเสมหะ

ราก รสฝาดหวานหอม เป็นย าแก้ท้องเสี ยขับปัสสาวะ หรืออมบ้วนปากแก้เจ็บคอ

ขนาดและวิธีใช้ตามตำราโบราณ

แก้ปวดฟัน และนำมาสีฟัน

แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด ใช้กะลามะพร้าวสะอาดเ ผาไฟจนแดง เอาคีมคีบเก็บไว้ในปีบสะอาด และปิดฝาจะได้ถ่านกะลาสีดำ เอามาบดเป็นผงรับประทาฯ ใช้คราวละ 1-2 ช้อนโต๊ะ

รักษาแ เผลเป็น เอามะพร้าวก้นกะลาขูดออกมาแล้วบีบเอาน้ำมันได้เท่าไร เอาไปเคี่ยวจนสุกแล้วทิ้งไว้ให้เย็น เอายอดมะลิ กลั้นใจเด็ด 7 ยอด โขลกให้ละเอียด ผสมน้ำมันมะพร้าวที่เคี่ยวแล้ว ทาทุกวันแ เผลเป็นจะหาย.

ที่มา:1.  http://drug.pharmacy.psu.ac.th/Question.asp?ID=12377&gid=9

2.ธิษณา จรรยาชัยเลิศ. น้ำตาล. 2008; Available from:URL:http://www.doctor.or.th/node/1147. Accessed December 21, 2009.

3. สำนักงานพัฒนาระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพ มูลนิธิหมอชาวบ้าน. ความรู้ทั่วไปกับเบาหวาน.

ขอบคุณแหล่งที่มา : sukkaphap-d.com, sakuntra.wordpress.com

Facebook Comments

กระบกหรือหมากบก กับสรรพคุณ 25 ข้อ บำรุงหัวใจ

0

กระบก มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า มะลื่น หมั กลื่น (สุโขทัย, นครราชสีมา), ซะอัง (ตราด), หลักกาย (ส่วน-สุรินทร์), มื่น มะมื่น (ภาคเหนือ), บก หมากบก หมากกระบก (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), กะบกกระบก จะบก ตระบก (ภาคกลาง), จำเมาะ (เขมร), ไม้มื่น (ขมุ), เปรียวด้องเดี๋ยง (เมี่ยน), สือมั่วลื้อ(ม้ง) เป็นต้น

ลักษณะของกระบก ต้นกระบก เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ถึงขนาดใหญ่ เป็นไม้ผลัดใบ ทรงเรือนยอดเป็นพุ่ม แน่นทึบ มีความสูงของต้น ประมาณ 10-30 เมตร ลำต้นเปลา เปลือกต้นมีสีเทาอ่อน ปนสีน้ำตาลค่อนข้างเรียบ โคนต้น มักขึ้นเป็นพูพอน เจริญเติบโตได้ดี ในสภาพดินทุกชนิด ในที่กลางแจ้ง ต้องการน้ำ และความชื้นปานกลาง ขยายพัน ธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด มีเขตการกระจายพัน ธุ์อยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ ตามป่าดิบแล้ง ป่าชายหาด ป่าเบญจพรรณ ป่าหญ้า และป่าแดง และยังจัดเป็นต้นไม้ ประจำจังหวัดร้อยเอ็ดด้วย

ใบกระบก มีใบเป็นใบเดี่ยว ติดเรียงสลับกัน ลักษณะของใบ เป็นรูปไข่หรือรูปรีแกมรูปขอบขนาน จนถึงรูปใบหอก ใบกว้างประมาณ 2-9 เซนติเมตรและยาว ประมาณ 8-20 เซนติเมตร เนื้อใบหนาเกลี้ยง ทั้งสองด้าน ขอบใบเรียบ โคนใบมนแหลมหรือเว้าเล็กน้อย สอบเรียวไปทางปลายใบ ปลายใบแหลมทู่ ขอบใบเรียบ มีเส้นแขนงใบประมาณ 8-14 คู่ และมักมีเส้นแขนง ปลอมแซมระหว่างกลาง เส้นใบย่อยเป็นแบบขั้นบันได เห็นได้ชัดจากด้านท้องใบ เมื่อใบแห้งจะเห็นเส้นร่างแหชัดทั้งสองด้าน ปลายใบเป็นติ่งมน มีหูใบ หูใบมีลักษณะพิเศษคือ ม้วนหุ้มยอด เรียวแหลม โค้งเล็กน้อยลักษณะเป็นรูปดาบ ยาวประมาณ 3 เซนติเมตร

ดอกกระบก ออกดอกเป็นช่อ ตามซอกใบและปลายกิ่ง ดอกมีสีเขียวอมเขียวอ่อน มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ กลีบดอก 5 กลีบ มีเกสรตัวผู้อยู่ 10 อัน และจะออกดอกในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคม

ผลกระบก หรือ ลูกกระบก ลักษณะของผลเป็นรูปกลมรี หรือค่อนข้างเป็นรูปไข่ ลักษณะแบนเล็กน้อย คล้ายกับผลมะม่วงขนาดเล็ก โดยผลอ่อนจะมีสีเขียว แต่เมื่อแก่แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ในผลมีเมล็ดและมีเนื้อหุ้มเมล็ดเละ ๆ เหมือนมะม่วง ในผลกระบกมีเมล็ด

เมล็ดกระบก หรือ เม็ดกระบก เมล็ดโตเป็นรูปไข่ เป็นเมล็ดเดี่ยว มีเปลือกแข็ง เนื้อในเมล็ดมีสีขาวอัดแน่นอยู่ (ลักษณะเป็นเนื้อแป้ง) และมีน้ำมัน มักติดผลในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน

สรรพคุณของกระบก

น้ำมันเมล็ดกระบกช่วยบำรุงสมอง (น้ำมันจากเมล็ด)

เนื้อไม้ช่วยทำให้เจริญอาหาร (เนื้อไม้)

ช่วยบำรุงหัวใจ (น้ำมันจากเมล็ด)

ช่วยบรรเทาอาการหอบหืด (น้ำมันจากเมล็ด)

ช่วยให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย (เมล็ด)

ลูกกระบกใช้เป็นย าระบาย ด้วยการใช้ผลกระบกอ่อนประมาณ 1 กำมือ นำมาตมผสมกับพริกเกลือ แล้วใช้รับประทานสัปดาห์ละครั้ง (หากใช้เยอะจะเป็นย าถ่าย) (ผล)

ช่วยบำรุงไ ต(เนื้อในเมล็ด)

ช่วยแก้อาการคันตามผิวหนัง (ใบ)

ประโยชน์ของกระบก

ต้นกระบกมีประโยชน์ในด้านภูมิสถาปัตย์ เหมาะสำหรับใช้ปลูกเป็นกลุ่มในพื้นที่โล่ง ๆ ตามสวนสาธารณะต่าง ๆ สวนรุกขชาติ หรือในสวนสัตว์เปิด ให้เป็นที่อยู่อาศัยและเป็นแหล่งอาหารของสัตว์ป่าได้

ไม้กระบก เป็นไม้เนื้อแข็งและหนัก มีเสี้ยนตรงแข็งมาก ไม่แตกแยกเมื่อแห้ง เลื่อยผ่าตบแต่งได้ง่าย สามารถนำมาใช้ทำเป็นเครื่องมือกสิกรรมต่าง ๆ เช่น ครก สาก เครื่องสีข้าว รวมถึงสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ในร่ม และยังนำมาทำเป็นฟืน หรือถ่านที่ให้ความร้อนสูงได้ เป็นต้น

เนื้อในเมล็ดมีรสหวานมัน นิยมนำมาคั่วรับประทานเป็นของว่าง มีรสคล้ายกับถั่วลิสง หรือที่เรียกว่า กระบกคั่ว

มีการใช้น้ำมันจากเมล็ดกระบกมารับประทาน

เนื้อในเมล็ดเป็นแหล่งอุดมของแคลเซียมและเหล็กชั้นดี จึงช่วยบำรุงฟันได้เป็นอย่างดี

ใบอ่อนใช้รับประทานเป็นผักหรือรับประทานกับลาบ (ม้ง)

นอกจากจะเป็นอาหารคนแล้ว ผลสุกของกระบกที่ร่วงหล่นลงมา ยังสามารถนำไปใช้เป็นอาหารสำหรับเลี้ยงสัตว์ของวัว รวมไปถึงสัตว์อื่น ๆ

ผลสุกของกระบก สัตว์ป่าจำพวกเก้ง กวาง และนกชอบกินเป็นอาหารมาก โดยสัตว์เหล่านี้จะช่วยพาเมล็ดไปงอกในที่ไกล ๆ จึงเป็นการช่วยขยาย พัน ธุ์ต้นกระบกได้เป็นอย่างดี

น้ำมันจากเนื้อในเมล็ดสามารถนำมาใช้เป็นสบู่และเทียนไขได้

ผลกระบกเป็นแหล่งเลี้ยงจุลิน ทรีย์ชั้นดี พืชชนิดไหนที่อยู่ใกล้ต้นกระบกก็เหมือนกับได้ปุ๋ยชั้นดีไปด้วย

เนื้อในไขกระบกมีความทนทาน ในทางอุตสาหกรรมจึงมีศักยภาพในการนำมาพัฒนาเป็นอาหารที่ช่วยเพิ่มคุณค่าได้

เนื้อในผลกระบก นอกจากจะนำมาเคี้ยวกินเล่นแล้ว ยังสามารถนำมาใช้พัฒนาเป็นเครื่องสำอางได้อีกด้วย

เนื้อในเมล็ดกระบก ต่อ 100 กรัม ประกอบไปด้วย ไขมัน 66.78%, โปรตีน 3.40%, คาร์โบไฮเดรต 9.07%, ความชื้น 2.08%, ธาตุแคลเซียม 103.30 มิลลิกรัม และธาตุเหล็ก 61.43 มิลลิกรัม

น้ำมันเมล็ดกระบก ประกอบไปด้วย กรดไขมันอิ่มตัว ซึ่งได้แก่ กรดปาล์มิติก 4.52%, กรดลอริก 40.11%, ไมริสติก 50.12%, และกรดสเตียริก 0.55% ส่วนกรดไขมันไม่อิ่มตัว ได้แก่ กรดไลโนเลอิก 1.46%, กรดโอเลอิก 3.12% และกรดปาล์มมิโตเลอิก 0.12%

เอกสารอ้างอิง

คณะทรัพยากรธรรมชาติมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสกลนคร.  อ้างอิงใน: การสกัดน้ำมันจากเมล็ดกระบก, (พิเชษฐ เทบํารุง).  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: natres.skc.rmuti.ac.th.  [8 ต.ค. 2013].

หนังสือสารานุกรมสมุนไพร : รวมหลักเภสัชกรรมไทย.  วุฒิ วุฒิธรรมเวช.

งานประชาสัมพันธ์ กองกลาง สำนักงานมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. ประโยชน์จากมะมื่น เพื่อเป็นสารช่วยทางยา อาหาร และเครื่องสำอาง. (ภกญ.รศ.ดร.พาณี ศิริสะอาด คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่).  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.prcmu.cmu.ac.th.  [8 ต.ค. 2013].

กลุ่มงานความหลากหลายทางชีวภาพด้านป่าไม้ กรมป่าไม้. เม็ดกระบก ขนมขบเคี้ยวในป่าใหญ่.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: fbd.forest.go.th.  [8 ต.ค. 2013].

เกษตรพอเพียงดอทคอม. สมุนไพรวันละต้น หมากบก.  (newfarmer_53).  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.kasetporpeang.com.  [8 ต.ค. 2013].

สวนพฤกษศาสตร์โรงเรียนดอยสะเก็ดวิทยาคม.  “ต้นไม้ประจำโรงเรียน“.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.doisaket.ac.th. [8 ต.ค. 2013].

ภาพประกอบ : วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี, www.prcmu.cmu.ac.th, www.flickr.com (by phil.lees, viengsamone, Ahmad Fuad Morad, Terentang, Leopoldo Meozzi, tawai thonglor)

Facebook Comments

สรรพคุณ 34 ข้อ ผักแพว ผักไผ่ ผักแจว

0

ผักแพวเป็นผักสมุน ไพรพื้นบ้านของไทย มีชื่อเรียกท้องถิ่นหลากหลายชื่อได้แก่ ผักแพ้ว ผักไผ่ ผักแพรว ผักแจว พริกม้า จันทร์แดง จันทร์โฉม หอมจันทร์ เป็นต้น มักพบได้ทั่วไปตามริมน้ำ มีลักษณะเป็นพืชล้มลุก ทอดเลื้อยไปตามพื้นดิน ใบเดี่ยวรูปหอก มีกลิ่นหอมฉุน ดอกเป็นช่อสีขาวนวลหรือชมพูม่วง

โดยผักแพวมี 2 ชนิดหลักๆคือ ผักแพวแดง และผักแพวขาว แตกต่างกันเพียงสีของต้น แต่มีสรรพคุณเป็นย าสมุน ไพรเหมือนกัน ถ้านำมาใช้เป็นยาสมุน ไพรคู่กัน จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษามากขึ้น

คนส่วนใหญ่ นิยมนำยอดอ่อนและใบอ่อน มาบริโภคเป็นผักสด รวมทั้งนิยมนำมาแกงกับปลา เพื่อดับกลิ่นคาว เป็นพืชที่อุดมไปด้วยเส้นใยอาหาร วิตามินเอ วิตามินซี แคลเซียม ธาตุเหล็ก และเป็นสมุน ไพรที่มีส่วนช่วยในการลดความอ้วน จึงเหมาะสำหรับผู้ที่รักสุขภาพ

นอกจากนี้ผักแพว ยังมีสรรพคุณเป็นยาสมุน ไพร ใช้รักษาโร คและอาการต่างๆ ได้แก่ ป้องกันโร คหัวใจ ช่วยเจริญอาหาร ขับเหงื่อ รักษาปอ ดแก้ไอ แก้หอ บหืด ช่วยในการขับถ่า ยรักษาโร คกระเพาะ แก้ท้องเสี ย ขับปัสสาวะ เป็นต้น

ลักษณะของผัวแพว

ต้นผักแพว จัดเป็นพืชล้มลุก มีลำต้นสูงประมาณ 30-35 เซนติเมตร ลำต้นตั้งตรง มีข้อเป็นระยะ ๆ ตามข้อ มักมีรากงอกออกมา หรือลำต้นเป็นแบบทอดเลื้อย ไปตามพื้นดินและมีรากงอกออกมาตามส่วนที่สัมผัสกับพื้นดิน เป็นพืชที่เจริญเติบโตได้ดีในที่ชื้นแฉะ เช่น ในบริเวณห้วย คลอง บึง หรือตามแอ่งน้ำต่าง ๆ ขยาย พันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดและการใช้ลำต้นปักชำ (เมล็ดงอกยาก นิยมใช้กิ่งปักชำมากกว่า) พรรณไม้ชนิดนี้เป็นพืชล้มลุก พบได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย เพราะเกิดได้เองตามธรรมชาติ

ใบผักแพว มีใบเป็นใบเดี่ยว ออกสลับ ลักษณะของใบ เป็นรูปหอกหรือรูปหอก แกมรูปไข่ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2.5-3 เซนติเมตร และยาวประมาณ 5.5-8 เซนติเมตร ปลายใบเรียวแหลมคล้าย ใบไผ่แต่บางกว่า ขอบใบเรียบ ฐานใบเป็นรูปลิ่ม ก้านใบสั้นมีหู ใบลักษณะคล้ายปลอกหุ้ม รอบลำต้นอยู่บริเวณเหนือข้อของลำต้น

ดอกผักแพว ออกดอกเป็นช่อ ช่อดอกมีดอกย่อย ขนาดเล็กสีขาวนวลหรือชมพูม่วง ผลผักแพว ผลมีขนาดเล็กมาก

สรรพคุณของผักแพว

ผักแพวอุดมไปด้วยสา รต้านอนุมู ลอิสระหลายชนิด ที่ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานโร คให้กับร่างกาย และช่วยในการชะลอวัย (ใบ)

ช่วยป้องกันโร คหัวใจ (ใบ)

ใบใช้รับประทาน ช่วยทำให้เจริญอาหาร (ใบ)

ช่วยบำรุงประสา ท(ราก)

ช่วยรักษาโร คหวัด (ใบ)

ช่วยขับเหงื่อ (ดอก)

ช่วยรักษาโรคปอด (ดอก)

ช่วยรักษาหอบหืด (ราก)

ช่วยแก้อาการไอ (ราก)

ช่วยในการขั บถ่าย ป้องกันและแก้อาการท้องผูก เพราะเป็นผักที่มีไฟเบอร์สูงถึง 9.7 กรัม ซึ่งจัดอยู่ในผัก ที่มีเส้นใยอาหารมากที่สุด 10 อันดับของผักพื้นบ้านไทย (ใบ)

ผักแพวมีรสเผ็ดร้อน จึงช่วยแก้ลม ขับลมในกระเพาะอาหาร แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ (ใบ, ยอดผักแพว) ใช้เป็นยาขับลมขึ้นเบื้องบน ช่วยให้เรอระบายลมออกมาเวลาท้องขึ้น ท้องเฟ้อ (ใบ, ดอก, ต้นราก)

รากผักแพวช่วยรักษาโร คกระเพาะอาหาร (ราก)

ช่วยแก้ท้องเสี ย(ใบ, ดอก, ต้นราก)

ช่วยแก้อาการเจ็บท้อง (ใบ, ดอก, ต้นราก)

ช่วยแก้อาการท้องรุ้งพุงมาน (ใบ, ดอก, ต้นราก)

ใบผักแพวช่วยรักษาโร คพยาธิตัวจี๊ด แต่ต้องรับประทานติดต่อกัน 5-8 วัน

ราก ต้น ใบ และดอก นำมาปรุงเป็นยาได้ (ใบ, ดอก, ต้น, ราก)

ช่วยแก้อาการปวดเมื่อย ตามร่างกาย (ราก)

ช่วยรักษาอาการปวดข้อ ปวดกระดูก (ราก)

ช่วยแก้เส้นประสาทพิการ แก้เหน็บชาตามปลายนิ้วมือ ปลายเท้า และอาการมือสั่น (ใบ, ดอก, ต้นราก)

ข้อควรรู้ : ผักแพวหลัก ๆ แล้วจะมีอยู่สองชนิดที่ต่างกันแค่สีต้น คือ ผักแพวแดงและผักแพวขาว เป็นสมุนไพรคู่แฝดที่นำมาประกอบเป็นจุลพิกัดหรือใช้คู่กันเป็นยาสมุน ไพรจะมี และมีประสิทธิภาพในการรักษามากขึ้นด้วย

ประโยชน์ของผักแพว

รสเผ็ดของผักแพวช่วยเพิ่มการเผ่ าผลาญไขมันในเลีอด เหมาะเป็นผักสมุน ไพรลดความอ้วนได้โดยไม่ขาดสารอาหาร เพราะอุดมไปด้วยเส้นใยและวิตามิน แต่ต้องรับประทานในปริมาณที่มากพอหรือวันละไม่น้อยกว่า 3 ขีด

ผักแพวมีวิตามินเอสูง จึงช่วยบำรุงและรักษาสายตา ได้เป็นอย่างดี โดยมีวิตามินเอสูงถึง 8,112 หน่วยสากล ในขณะที่อีกข้อมูลระบุว่ามีมากถึง 13,750 มิลลิกรัม

ผักแพวเป็นผักที่ติดอันดับ 8 ของผักที่มีวิตามินซีสูงสุด โดยมีวิตามินซี 115 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนัก 100 กรัม

ผักแพวมีแคลเซียมสูงถึง 390 มิลลิกรัม ต่อ 100 กรัม จึงช่วยบำรุงกระดุกและฟันให้แข็งแรงได้เป็นอย่างดี

ผักแพวมีธาตุเหล็กสูงสุดติด 1 ใน 5 อันดับของผักที่มีธาตุเหล็กสูง

ยอดอ่อนและใบอ่อนใช้ประกอบอาหาร ใช้รับประทานเป็นผักสด หรือใช้แกล้มกับอาหารที่มีรสจัด ใช้เป็นเครื่องเคียงของอาหารอีสาน อาหารเหนือ อาหารเวียดนาม หรือนำมาหั่นเป็นฝอย ใช้คลุกเป็นเครื่องปรุงสด ประกอบอาหารประเภทลาบ ลู่ ตำซั่ว ข้าวยำ แกงส้ม เป็นต้น

Tip : การเลือกซื้อผักแพว ควรเลือกซื้อ ผักแผวสด หรือดูที่ความสดของใบเป็นหลัก ไม่เหี่ยวและเหลือง แต่ถ้ามีรอยกัดแทะของหนอนและแมลงบ้างก็ไม่เป็นไร ส่วนการเก็บรักษาผักแพวก็เหมือนกับผักทั่ว ๆไป คือเก็บใส่ในถุงพลาสติกแล้วปิดให้สนิท หรือจะเก็บใส่กล่องพลาสติกสำหรับเก็บผักก็ได้ แล้วนำไปแช่ตู้เย็นในช่องผัก.

เอกสารอ้างอิง
หนังสือตาราง แสดงคุณค่าทางโภชนาการ ของอาหารไทย. สำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข.

ศูนย์เครือข่ายข้อมูลอาหารครบวงจร.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก www.foodnetwork.com. [12 ต.ค. 2013].

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี (th)

ไทยรัฐออนไลน์.  ผลวิจัยพบผักพื้นบ้านไทยคุณค่าเพียบ.  (นพ.สมยศ ดีรัศมี).  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.thairath.co.th.  [12 ต.ค. 2013].

หนังสือผักพื้นบ้านต้านโรค.  (พญ.ลลิตา ธีระสิริ).

Facebook Comments

วิธีนี้ได้กุศลมาก.. การตอบแทน บุญคุณพ่อแม่ อย่างสูงสุด

0

การใช้หนี้ บิดามารดา มีสองระดับคือ  ระดับพื้นฐาน ได้แก่ การทำหน้าที่ ของลูกให้ดีที่สุด คือ เมื่อท่านเลี้ยงเรามาแล้ว ก็ต้องเลี้ยงดูท่านตอบ ช่วยทำการงาน ของท่าน ดำรงวงศ์สกุล ประพฤติ ให้อยู่ในศีลธรรม เหมาะสมแก่การสื บทอด ในมรดก และเมื่อท่าน ได้ล่วง ลับไปแล้ว ก็ต้องทำบุญ อุทิศบุญ ให้แก่ท่าน เป็นวิธีตอบแทนบุญคุณ พ่อแม่อย่างสูงสุด

แต่การคิดเลี้ยงดู ให้พ่อแม่สุขทั้งกาย  สบายทั้งใจ  นับเป็นการใช้หนี้แค่  ครึ่งเดียว  หากจะตอบแทน ในระดับสูงสุด ต้องมีโอกาสด้วย โอกาสที่ว่านั้นคือ ให้โอกาสพ่อและแม่ ที่ยังไม่มีที่พึ่ง ให้ตนเอง ได้มีที่พึ่ง ในทางจิตใจ ที่พึ่งในทางจิตใจ  ได้แก่ความรู้  ความศรัทธา  ในเรื่องกรร มและการให้ผลกรร มหากท่านยังไม่มี  ความตั้งมั่น ในทาน ยังไม่มีความตั้งมั่น ในศีล แล้วผู้เป็นลูก สามารถโน้มน้าว  ชักชวนให้ท่าน  มาศรัทธากรร มได้ ฝึกให้ทาน  จนรู้สึกว่า หากไม่ให้แล้ว เหมือนขาดอะไรไป ในชีวิต ฝึกถือศีล จนประพฤติผิดแล้ว รู้สึกผิด นั่นแหละ จึงได้ชื่อว่า เราได้ตอบแทนคุณท่าน

ที่กล่าวเช่นนี้  ก็เพราะกรร มดี คือ “ที่พึ่งที่แท้จริง” เมื่อเราสามารถ  ทำให้พ่อแม่  ได้ศรัทธา  กฎแห่งกรร  มวิบาก ตั้งมั่นในทาน ตั้งมั่นในศีล ก็เท่ากับเรา  ได้ตอบแทน สิ่งที่สูงที่สุดนั่นเอง

ในครั้งพุทธกาล  มีพระสาวกรูปหนึ่ง  ที่พระพุทธเจ้า  ยกย่องว่า  เป็นผู้ที่มี  ความกตัญญู  และหาวิธีใช้หนี้  บุญคุณบิดามารดา  ได้ประเสริฐที่สุด  นั่นก็คือ “พระสารีบุตร” ท่านสารีบุตรนั้น  เป็นพระอรหันต์  ผู้เลิศด้วยปัญญารองจากพระพุทธเจ้า  สั่งสอนอบรม  ให้ผู้คน  กลายเป็นพระอรหันต์มาแล้ว  นับไม่ถ้วน แต่มีอยู่คนๆ หนึ่ง  ที่ท่าน ยังไม่ได้สอนให้ หากไม่ได้สอนคนๆ นี้ ให้เข้าถึงธรรม ท่านก็จะยัง นิพพานไม่ได้ คนๆ นั้นก็คือ โยมแม่ นั่นเอง

วันหนึ่งก่อนหน้า  ที่ท่านจะนิพพาน  ก็ได้กราบทูลลา  พระพุทธองค์  เพื่อกลับบ้านเกิด เมื่อได้รับพุทธานุญาต แล้วจึงออกเดินทาง  มาพบหน้า กับโยมแม่ได้ คืนนั้น พระสารีบุตร ได้แสดงธรรมสั้นๆ บทหนึ่ง ให้โยมแม่ได้ฟังจนพระนาง ได้ดวงตาเห็นธรรม เป็นพระโสดาบัน เมื่อท่านได้ชำระหนี้ อันศักดิ์สิทธิ์นี้แล้ว  รุ่งเช้า ก็ได้เข้านิพพานอย่างสงบ

ธรรมชาติพิเศษ ของการใช้หนี้บุญคุณ มีอยู่ประการหนึ่ง คือยิ่งหนี้สูงแล้ว  เราจะได้คะแนนบวก มหาศาล น้ำหนักของกรร มดีที่เราได้ทำ  กับพ่อแม่ จะให้ผลชัด เป็นความไม่ตกต่ำ แม้ชาติปัจจุบัน ถูกกรรมเก่าเล่นงาน ก็จะได้รับ ความช่วยเหลือ ผ่อนหนัก ให้เป็นเบา ตามสมควร

เรื่องน่าเศร้าคือ กรรมบางอย่าง อาจจะปิดบัง ไม่ให้เราเอง เห็นช่วงเวลา ที่แม่ได้รับ ความลำบาก ตั้งท้องเรามา ท่านไม่เคย เปิดเผยให้เห็น กับทั้งไม่ให้เรา ได้รับรู้ว่า พ่อแม่ทำงานหนัก เพื่อเลี้ยงเรามาอย่างไร

ด้วยเหตุนี้ จึงมักทำให้ชีวิตของมนุษย์ทุกคน  จึงมองเห็นแค่บุญคุณ  ของคนภายนอกก่อน อย่างครูบาอาจารย์ บุญคุณของญาติ บุญคุณของเพื่อน และบุญคุณ  ของใครต่อใครอื่นๆ ในโลกที่ ทุ่มเทเวลา ช่วยเหลือเรา และเราก็เผลอ อาจตัดสินว่า น้ำหนักของบุญคุณ คงจะพอๆ กันกับที่พ่อแม่ ช่วยเหลือเรามา

และที่สำคัญ หากเราไม่ได้ตอบแทน พ่อแม่เลย ลูกของเราเองนั้นแล  จะเป็นผู้ทำหน้าที่  ทวงคืนแทน คือกรรมของเราเอง  จะไปดึงดูดเอา โอปปาติกะพวกที่จะมา  เป็นลูกล้างลูกผลาญ และไม่สำนึก บุญคุณ มาเกิดเป็นลูก และหากเรายัง ไม่มีลูก ก็จะต้องทบหนี้ ไปถึงชาติถัดไป

ในทางกลับกัน หากเรามีลูกอยู่แล้ว  ไม่รับผิดชอบดูแล ลูกเมียให้ดี มันอาจหมายถึง การเลื่อนเวลาชดใช้ หนี้เก่าก็ได้ ต้องแยกให้ออกว่า  ลูกอาจติดหนี้ ชีวิตเราก็จริง แต่เราเอง ก็อาจเคยติดหนี้ เขาไว้ก่อน หากเขามาทวงหนี้คืนแล้ว ไม่ใช้ ชาติต่อไป เราก็มีสิทธิ์สูง ที่จะไปเกิดกับ พ่อแม่ที่ขาด ความรับผิดชอบ เลี้ยงดูแบบทิ้งๆขว้างๆ  หรือฝากคนอื่นเลี้ยง จนคุณว้าเหว่ และมีปัญหา ตั้งแต่เล็กก็เป็นได้.

ขอบคุณที่มา ธ.ธรรมรักษ์
ขอบุญรักษา ทุกท่าน โปรดแชร์ต่อ เพื่อเป็นธรรมทาน.

Facebook Comments

มะกอกป่า ช่วยช่วยแก้อาเจียน พร้อมสรรพคุณน่าทึ่ง 26 ข้อ

0

มะกอก มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า บักกอก หมากกอก(ภาคอีสาน),กูก กอกกุก (เชียงราย), กอกเขา (นครศรีธรรมราช), ไพแซ (กะเหรี่ยง-เชียงใหม่), กอกหมอง (เงี้ยว-เชียงใหม่), กราไพ้ย ไพ้ย (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี), ตะผร่าเหมาะ (กะเหรี่ยงแดง), กอกป่า (เมี่ยน), มะกอกไทย (ไทลื้อ), มะกอกป่า (เมี่ยน), สือก้วยโหยว (ม้ง), โค่ยพล่าละ แผละค้อก เพี๊ยะค๊อก ลำปูนล (ลั้วะ), ตุ๊ดกุ๊ก (ขมุ), ไฮ่บิ้ง (ปะหล่อง), เป็นต้น

หมายเหตุ : โดยทั่วไปแล้วมะกอกจะมีอยู่ด้วยกัน 3-4 ชนิด ได้แก่ มะกอกป่า มะกอกฝรั่ง มะกอกน้ำ และมะกอกโอลีฟ ในบทความนี้เราจะพูดถึงมะกอกไทยหรือมะกอกป่าเท่านั้น โดยมะกอกป่า (มะกอกไทย) เป็นมะกอกชนิดที่เราจะนิยมนำมาใส่ในส้มตำ ส่วนมะกอกฝรั่ง (มะกอกหวาน) เป็นมะกอกที่นิยมนำมารับประทานสดเป็นผลไม้หรือนำมาทำเป็นน้ำผลไม้ ส่วนมะกอกน้ำ (สารภีน้ำ, สมอพิพ่าย) เป็นมะกอกที่เอามาใช้ในการดองและแช่อิ่ม และมะกอกโอลีฟ เป็นมะกอกที่นำมาทำเป็นน้ำมันมะกอกนั่นเอง

ลักษณะของมะกอก

ต้นมะกอก มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมอยู่ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทยด้วย โดยจัดเป็นไม้ยืนต้นผลัดใบ มีความสูงของต้นประมาณ 15-25 เมตร ลำต้นตั้งตรงและมีลักษณะกลม เรือนยอดเป็นพุ่มกลม แตกกิ่งก้านโปร่ง กิ่งมักห้อยลง เปลือกต้นเป็นสีเทา เปลือกหนาเรียบ มีปุ่มปมบ้างเล็กน้อย และมีรูอากาศตามลำต้น กิ่งอ่อนมีรอยแผลการหลุดร่วงของใบ ตามเปลือก ใบ และผลมีกลิ่นหอม มักพบขึ้นตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าแดง และป่าดิบแล้งทุกภาคของประเทศไทย

ใบมะกอก ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกชั้นเดียว ปลายใบคี่ ออกเรียงสลับ มีใบย่อยประมาณ 4-6 คู่ โดยจะออกเป็นคู่ ๆ ตรงข้ามกัน หรือเยื้องกันเล็กน้อย ลักษณะของใบเป็นรูปขอบขนาน ปลายใบแหลมหรือเป็นติ่งแหลม โคนใบมนเบี้ยวหรือขอบไม่เท่ากัน ส่วนขอบใบเรียบ มีขนาดกว้างประมาณ 3-4 เซนติเมตร และยาวประมาณ 7-12 เซนติเมตร แผ่นใบค่อนข้างนุ่ม ใบอ่อนเป็นสีน้ำตาลแดง เนื้อใบหนาเป็นมัน หลังใบเรียบเกลี้ยง ส่วนท้องใบเรียบ มีก้านใบร่วมยาวประมาณ 12-16 เซนติเมตร

ดอกมะกอก ดอกเป็นแบบแยกเพศแต่อยู่บนต้นเดียวกัน โดยจะออกเป็นช่อแบบแยกแขนงที่ปลายกิ่งหรือออกตามซอกใบ มีดอกย่อยจำนวนมากและมีขนาดเล็ก ดอกย่อยเป็นสีครีม มีกลีบดอกสีขาว 5 กลีบ กลีบดอกเป็นรูปรี ปลายกลีบดอกแหลม มีขนาดประมาณ 4 มิลลิเมตร ส่วนกลีบเลี้ยงดอกมี 5 กลีบ ลักษณะเป็นรูปถ้วย ปลายแยกเป็นแฉก 5 แฉก โดยจะออกดอกในช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์

ผลมะกอก ผลเป็นผลสดแบบมีเนื้อ ฉ่ำน้ำ ลักษณะของผลเป็นรูปไข่ มีขนาดกว้างประมาณ 2.5-3 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3-5 เซนติเมตร ผลอ่อนเป็นสีเขียว ส่วนผลแก่เป็นสีเหลืองอมสีเขียวถึงสีเหลืองอ่อน ประไปด้วยจุดสีเหลืองและดำ มีรสเปรี้ยวจัด ภายในผลมีเมล็ดเดี่ยวขนาดใหญ่และแข็งมาก ผิวเมล็ดเป็นเสี้ยนและขรุขระ

สรรพคุณของมะกอก

เปลือกต้น ใบ และผล ใช้กินเป็นย าบำรุงธาตุในร่างกาย (เปลือกต้น, ใบ, ผล)

เนื้อในผลมีสรรพ คุณช่วยแก้ธาตุ เพราะน้ำดีไม่ปกติ และกระเพาะอาหารพิการ (เนื้อในผล)

ผลมีรสเปรี้ยวอมหวาน สรรพคุณช่วยแก้โร คขาดแคลเซียมได้ (ผล)

ใบมีรสฝาดเปรียว นำมาคั้นเอาน้ำใช้หยอดหู แก้หูอัก เส บแก้อาการปวดหู (ใบ)

รากมีรสฝาดเย็น สรรพคุณเป็นย าแก้ร้อนใน กระหายน้ำ ช่วยทำให้ชุ่มคอ (ราก, เปลือกต้น, ใบ, ผล) เมล็ดนำมาเผาไฟ แช่กับน้ำดื่มเป็นย าแก้ร้อนในกระหายน้ำ ทำให้ชุ่มคอ (เมล็ด) ส่วนเปลือกต้นก็มีสรรพคุณช่วยแก้ร้อนในเช่นกัน (เปลือกต้น)

ผลมีรสเปรี้ยวอมหวาน เป็นย าฝาดสมาน ช่วยแก้เลีอดออกตามไรฟันได้ เพราะมีวิตามินซีสูง (เปลือกต้น, ใบ, ผล)

ช่วยแก้อาเจียน (เปลือกต้น)

ช่วยแก้อาการสะอึก (เปลือกต้น, เมล็ด)

เปลือกต้นก็มีสรรพคุณแก้หอ บได้เช่นกัน (เปลือกต้น, ใบ, ผล)

เปลือกต้นและแก่น เป็นย าแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ (เปลือกต้น, แก่น)

ใบมีสรรพคุณช่วยแก้อาการปวดท้อง (ใบ)

ใบใช้เคี้ยวกินแก้อาการท้องเสี ย(ใบ)

ช่วยแก้บิดปวดมวนท้อง แก้ท้องเสี ยและโร คที่เกี่ยวกับลำไส้ (เปลือกต้น) ส่วนผลหรือเนื้อในผล มีสรรพคุณเป็นยาแก้บิด

รา กมีสรรพคุณเป็นยาขับปัสสาวะ (ราก) บ้างว่าใช้เมล็ดนำมาสุมไฟ แช่กับน้ำดื่มเป็นย าขับปัสสาวะ (เมล็ด)

ช่วยแก้ดีพิการ (ผล)

เปลือกต้นมีสรรพคุณ ช่วยในการสมานแ เผล มีกลิ่นหอม ฝาดสมาน และเป็นยาเย็น (เปลือกต้น) ส่วนใบก็มีฤทธิ์เป็นย าฝาดสมานเช่นกัน (ใบ)

เปลือกนำมาป่นให้เป็นผง ผสมกับน้ำ ใช้ทาแก้โร คปวดตามข้อ (เปลือก)

ส่วนบางข้อมูลระบุว่า ผลมีสรรพคุณแก้ไข้หวัดทุกชนิด แก้โร คน้ำกัดเท้า โร คขาดธาตุปูน ทำเป็นยาอาบห้ามละลอก เปลือกต้นมีสรรพคุณรักษาแ เผล ทำเป็นย าอาบห้ามละลอก ส่วนรา กเป็นยาแก้ไข้ท้อ งร่วง (ข้อมูลส่วนนี้ไม่มีแหล่งอ้างอิงที่น่าเชื่อถือ จึงไม่ขอยืนยันความถูกต้องนะครับ)

ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของมะกอก

ประโยชน์ของมะกอก

ผลใช้รับประทาน เป็นผลไม้ได้ ส่วนผลสุก จะนิยมนำมาใส่ส้มตำ น้ำพริก ยำ และใช้ประกอบอาหารอื่น ๆ ที่ต้องการรสเปรี้ยว โดยจะมีรสเปรี้ยวและฝาดเล็กน้อย นอกจากนี้เนื้อในของผลสุกยังสามารถนำมาใช้ทำน้ำผลไม้หรือทำเป็นเครื่องดื่มได้อีกด้วย โดยนำมาปอกเปลือกออกฝานเอาแต่เนื้อไปเข้าเครื่องปั่น เติมน้ำเชื่อมให้มีรสหวานตามชอบใจ ก็จะได้น้ำมะกอกปั่นที่มีกลิ่นและรสชาติอร่อยไม่เหมือนใคร อีกทั้งยังอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ อีกด้วย

ผลมะกอกมีสามารถต้านอนุมู ลอิสระสูง โดยคุณค่าทางโภชนาการของยอดอ่อนมะกอกต่อ 100 กรัม ประกอบไปด้วย พลังงาน 46 กิโลแคลอรี, ใยอาหาร 16.7 กรัม, เบตาแคโรทีน 2,017 ไมโครกรัม, วิตามินเอ 337 ไมโครกรัม, วิตามินซี 53 มิลลิกรัม, แคลเซียม 49 มิลลิกรัม

ผลยังใช้เป็นอาหารของสัตว์ป่า ได้เป็นอย่างดี นายพรานป่า มักจะเฝ้าต้นมะกอกเพื่อรอส่องสัตว์ป่าที่เข้ามากินผลมะกอกที่ร่วงอยู่บนพื้น ยอดอ่อนใช้รับประทานเป็นผักได้ โดยใช้รับประทานทั้งสุก และดิบ ร่วมกับน้ำพริก ลาบ ส้มตำ น้ำตก และอาหารประเภทยำที่มีรสจัด (ชาวเหนือนิยมนำมาสับผสมลงไปในลาบ เพื่อช่วยให้รสชาติไม่เลี่ยนและอร่อยขึ้น) ส่วนช่อดอกมะกอกใช้กินแบบดิบ ๆ ส่วนชาวปะหล่องจะใช้เปลือกต้นขูดเป็นฝอยแล้วนำมาใส่ลาบกิน

ใบมีกลิ่นหอม นอกจากจะใช้เป็นผักจิ้มแล้วยังใช้แต่งกลิ่นอาหารได้

ยางจากต้นมีลักษณะใส เป็นสีน้ำตาลปนแดง ไม่ละลายน้ำ แต่จะเกิดเป็นเมือก สามารถนำมาใช้ติดของ และทำให้เยื่อเมือกอ่อนนุ่ม

เนื้อไม้มะกอกเป็นไม้เนื้ออ่อน สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง เช่น ทำไม้จิ้มฟัน ทำกล่องไม้ขีด บางข้อมูลระบุว่าสามารถนำมาใช้ในงานก่อสร้างบ้านได้

เอกสารอ้างอิง

หนังสือสมุนไพรไทย เล่ม 1. มะกอก (ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, ธวัชชัย มังคละคุปต์).  หน้า 211.

หนังสือสมุนไพรพื้นบ้านล้านนา. มะกอก Hog Plum  (ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล).  หน้า 204.

หนังสือสมุนไพรในอุทยานแห่งชาติภาคเหนือ.  “มะกอก”.  (พญ.เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ).  หน้า 146.

“มะกอก”.  (ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี).  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: www.phargarden.com.  [15 พ.ค. 2014].

Facebook Comments