บ.ญี่ปุ่น-ม.เกษตรฯ เซ็นสัญญาพร้อมรับซื้อ 200,000 ตัน/ปี ไม้เศรษฐกิจโตเร็ว ให้ราคาสูงกว่าท้องตลาด (อ่านรายละเอียด)

นับเป็นข่าวดีสำหรับเกษตรกรชาวไทย ภายหลังจากที่มีการลงนามความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง คณะวนศาสตร์ (วน.) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และบริษัท ฟอร์เรส โซลูชั่น จำกัด จากการศึกษาข้อมูลเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจมาเป็นเวลา 2 ปี

กระทั่งล่าสุด ผู้บริหารของ TCC ได้ประชุมสรุปการตัดสินใจขั้นสุดท้าย ในการลงทุนโรงงานผลิต Wood Pellet จากไม้เพื่อเป็นวัตถุดิบด้านเชื้อเพลิงสำหรับโรงไฟฟ้าชีวมวลในประเทศญี่ปุ่น ของกลุ่มบริษัท TCC ส่งเสริมโดยภาครัฐ ในรูปแบบของการสนับสนุน BOI ความพร้อมด้านการคมนาคมขนส่ง เขตพื้นที่อุตสาหกรรม และท่าเรือในการขนส่ง

เลือกตั้งโรงงาน 2 แห่ง ในพื้นที่ภาคตะวันออก (EEC) คือจังหวัดชลบุรี และ จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยใช้เครื่องจักรประสิทธิภาพสูง และใช้ระบบอัตโนมัติ ทั้งหมดในการทำงาน มีกำหนดส่งของรอบที่ 1 ในเดือน มกราคม พ.ศ.2563 ในช่วงแรกมีเป้าหมายการผลิต 100,000 ตันปี/โรงงาน และจะขยายกำลังผลิตขึ้นเรื่อยๆ

ซึ่งจะใช้ไม้จำนวน 3 ชนิด ได้แก่

– ไม้ยางพารา

– ไม้ยูคาลิปตัส

– และ ไม้กระถินอะเคเซีย

พื้นที่เป้าหมายส่งเสริมปลูก ได้แก่ ในพื้นที่ EEC และ ในพื้นที่จังหวัด นครราชสีมา สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ ขอนแก่น ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ปราจีนบุรี สระแก้ว กำแพงเพชร เป็นต้น และจะขยายพื้นที่ไปทั่วทุกภาคในอนาคตอันใกล้ โดยจะพิจารณาการจัดทำระบบรับรอง รูปแบบแตกต่างกัน เช่น FM 100% หรือ Controlled Wood แล้วแต่สภาพการปลูกของเกษตรกร

โดย ม.เกษตรศาสตร์ ดูแลการฝึกอบรมเกษตรกร เร่งส่งเสริมปลูกไม้โตเร็วและจัดทำระบบรับรองการจัดการป่าไม้ แปลงแม่พันธุ์ดี และเพาะชำกล้าไม้

บริษัท ฟอร์เรสฯ หาวัตถุดิบที่ได้รับการรับรองการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนตามมาตรฐานสากล ป้อนให้กับโรงงานผลิต Wood Pellet ของกลุ่มบริษัท เทคโนชูบุ โดยมีปริมาณความต้องการใช้ไม้สด ประมาณ 200,000 ตัน / โรงงาน / ปี หรือประมาณ 20,000 ตัน / เดือน

ในเบื้องต้น จะดำเนินการเชิญชวนให้เกษตรกรที่ปลูกยางพารา ยูคาลิปตัส หรือไม้โตเร็ว อยู่แล้ว ในที่ดินที่ถูกต้องตามกฏหมาย มาเข้าสู่ระบบการรับรองการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน โดย บริษัทฯ จะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ ในรุ่นแรก ๆ  โดยจะส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกไม้โตเร็ว ทั้งในที่ดินร ก ร้ า ง ว่างเปล่า ปลูกเสริมในพื้นที่เกษตรอื่น ๆ หรือ ปลูกในระหว่างแถวของยางพาราที่ปลูกใหม่ จะทำให้เกษตรกรมีรายได้เสริม

ในระยะต่อไป บริษัทฯ จะเข้าไปจัดทำระบบ เพื่อออกใบรับรองให้ ทั้งนี้เกษตรกรไม่ต้องออกค่าใช้จ่ายในการตรวจรับรองใด ๆ ทั้งสิ้น โดยไม้ที่ปลูกในแปลงที่ได้รับการรับรองนั้น บริษัทฯ จะจัดทำเป็นสัญญาในการซื้อ – ขายไม้ ล่วงหน้าไว้กับเกษตรกร โดยให้ราคาที่สูงกว่าราคาซื้อขายปกติในท้องตลาดประมาณ 10 – 20%

ในส่วนของการส่งเสริม การปลูกเต็มทั้งแปลง หรือ การปลูกแบบผสมผสานกับพืชเกษตรอย่างอื่น เช่น ยางพารา มันสำปะหลัง อ้อย หรือ การปลูกตามคันนา นั้น บริษัทจะให้การสนับสนุนกล้าพันธุ์ โดยจะเก็บค่ากล้าคืน เมื่อขายไม้

ดร.สุเทพ จันทร์เขียว ประธานกรรมการ บริษัท ฟอร์เรส โซลูชั่น จำกัด กล่าวว่า ” ในพื้นที่ดินที่ดี น้ำดี เกษตรกรก็ควรทำเกษตรเดิมที่เคยทำอยู่ แต่ควรสร้างมูลค่าเพิ่ม ส่วนสำหรับพื้นที่ที่ทำการเกษตรแบบเดิมไม้คุ้มการลงทุน ได้ผลผลิตต่ำ ไม่มีน้ำ การส่งเสริมไม้โตเร็วปลูกในที่ดินที่ไม่เหมาะสมหรืออุดมสมบูรณ์ต่ำ ก็จะทำการคัดเลือกไม้ที่เหมาะสมที่สุดกับดิน เช่น ดินเค็ม ดินด่าง ดินตื้น รวมถึงดินที่มีน้ำขัง ต้นไม้บางชนิดสามารถปลูกและเจริญเติบโตได้ การปลูกไม้ไม่ต้องดูแลมาก จึงถือว่าเป็นโอกาสที่ดี สำหรับเกษตรกร ในการยกระดับคุณภาพสินค้าและผลิตภัณฑ์

ล่าสุด สำนักงานพัฒนาที่ดินจังหวัดกำแพงเพชร กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับภาคีเครือข่ายประกอบด้วย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้นำร่องปรับเปลี่ยนพื้นที่เกษตรไม่เหมาะสมภายใต้แผนพัฒนาเกษตรแปลงใหญ่นำร่องประมาณ 3 แสนไร่ ภายใต้โครงการชื่อ “ดาวล้อมเดือน” นำ 3 ศาสตร์ ประกอบด้วย ศาสตร์พระราชา ศาสตร์สากล และศาสตร์ชุมชน เข้ามาบูรณาการ คัดเลือกที่ดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ไม่เหมาะสมปรับเปลี่ยนเป็นไม้โตเร็วแบบผสมผสาน สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ปลูกไม้มีค่ารอบตัดฟันปานกลาง-ช้า ประมาณ 40-80 ต้นต่อไร่ร่วมและนำไม้ฝากไว้กับธนาคารต้นไม้ของ ธ.ก.ส. ปลูกหญ้าแฝก ทำปศุสัตว์ เลี้ยงปลา ปลูกพืชเกษตรใช้น้ำน้อยร่วมในแปลงไม้เพื่อหารายได้ระหว่างที่รอตัดไม้ขาย ทั้งนี้ บริษัทฯ เข้ามาทำระบบมาตรฐาน การจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน และประกันรับซื้อไม้ตลอดโครงการสัญญา 20 ปี ในระยะเริ่มต้นเกษตรกรอาจใช้พื้นที่บางส่วน เช่น 3 ไร่จากที่ดิน 10 ไร่เข้าร่วมโครงการก่อนเพื่อลดความเสี่ยงและสร้างความคุ้นชิน แล้วค่อยขยายพื้นที่ออกไป ซึ่งเป็นโอกาสให้เกษตรกร สร้างรายได้ที่มั่นคง สม่ำเสมอ

การปลูกไม้โตเร็วนั้น ไม่ได้ให้ผลตอบแทนมากมายนัก แต่มีข้อดี คือ ลงทุนน้อยเฉพาะการเตรียมดินและการปลูก ไม่มีความเสี่ยง ต่อภัยพิบัติ สภาพดินฟ้าอากาศ ทั้งน้ำท่วม – น้ำแล้ง นอกจากนี้ การปลูกต้นไม้จะทำให้ใบไม้ร่วงลงดิน เพิ่มความอุดมสมบูรณ์แก่ดิน ในด้านประโยชน์ทางอ้อมนั้น เป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับผืนดิน ลดโลกร้อนตามสถานการณ์ โดยเฉลี่ยนแล้วเมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้ว เกษตรกร จะมีรายได้ประมาณ 5,900 – 6,900 บาทต่อไร่ต่อปี

ความต้องการไม้พลังงานอัดเม็ด หรือ Wood Pellet สำหรับโรงไฟฟ้าในประเทศญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก เป็นโอกาสดีสำหรับประเทศไทย ที่จะปรับเปลี่ยนเกษตรกรให้หันมาปลูกไม้โตเร็วเป็นอาชีพ เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศ ลดพื้นที่ปลูกพืชเกษตรที่ราคาตกต่ำ เช่น ข้าว มันสำปะหลัง ไม่ต้องกลัวน้ำท่วม – น้ำแล้งอีกต่อไป โดยเฉพาะพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมกับการเกษตรและพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ประมาณ 11.2 ล้านไร่ ของประเทศไทย นอกจากจะสร้างรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนให้เกษตรกรแล้ว ก็จะทำให้ราคาพืชผลเกษตรเหล่านั้นเพิ่มขึ้นในอนาคต นอกจากนี้การปลูกไม้โตเร็วแบบผสมผสานและจัดการอย่างยั่งยืนนั้นจะเป็นการฟื้นฟูดินให้กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง

สำหรับพี่น้องเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการ สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

http://thaiforestsolutions.com/Projects/tcc1001.php

http://t-cern.org/project/index.php?id=7003

http://t-cern.org/project/P9001.php

เรียบเรียงโดย.คนมีสาระ