ควรตั้งสติให้ดี 9 สิ่งต่อไปนี้ ไม่จำเป็นอย่าโพสต์ลงโซเชียล!

สวัสดีแฟนเพจที่รักทุกท่าน บทความนี้อยากจะขอเตือนด้วยความหวังดีจริงๆ อย่างน้อยก็เพื่อเตือนสติเราเอง 9 สิ่งนี้ ถ้าไม่จำเป็นห้ามโพสต์ลงโซเชียล ควรรู้ไว้ จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อ!

ต้องยอมรับว่าในปัจจุบันเหล่าอาชญากร มิจฉาชีพ วายร้ายจำนวนไม่น้อย มักใช้ช่องทางในการหา “เหยื่อ” ผ่านทางโลกออนไลน์กันบ่อยครั้ง ดังจะเห็นได้จากการก่อเหตุที่มีในข่าวอยู่ประจำ ดังนั้นจึงอยากจะเตือนทุกท่านด้วยความหวังดี และเพื่อกระตุกเตือนให้ผู้ใช้งานสังคมออนไลน์หันมาระมัดระวังในการใช้งานโซเชียลต่าง ๆ ให้มากขึ้น 9 สิ่งที่ควรตะหนัก ได้แก่

1. บัตรประจำตัวประชาชน

สำคัญมากเลยข้อแรก เพราะทุกวันนี้ “เลขบัตรประชาชน 13 หลัก” มักจะถูกนำไปใช้ในการทำเรื่องสำคัญๆอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการสมัครบัตรเครดิต บัตรเดบิต ขอสินเชื่อ เปิดบัญชีธนาคาร เสียภาษี สมัครงาน และทุกๆอย่างที่เกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงิน ซึ่งบัตรประชาชนถือเป็นเอกสารสำคัญที่จะมีข้อมูลบุคคล ไม่ว่าจะเป็นชื่อ นามสกุล ปีเกิด เลขที่ 13 หลัก ถ้าคนร้ายได้ไปก็สามารถนำไปเป็นสำเนาในการสมัครบัตรเครดิต เปิดใช้โทรศัพท์มือถือ ร้ายกว่านั้นคือ ทำการเปลี่ยนแปลงรูปถ่ายเป็นหน้าของบุคคลอื่น เพื่อใช้ยืนยันตนเองหรือสวมรอยเป็นบุคคลอื่นได้ และในที่สุดเจ้าของบัตรก็จะเดือดร้อน อันเนื่องจากการกระทำของคนร้าย ทางที่ดีที่สุดไม่ควรนำภาพถ่ายบัตรประชาชนลงในโซเชียลมีเดียโดยเด็ดขาด

2. ภาพถ่ายหรือข้อมูลของบุตรหลาน

ล่าสุดจากการสำรวจเด็กวัย 4-9 ขวบ เกี่ยวกับการที่พวกเขาถูกผู้ปกครองโพสต์ภาพลงในโซเชียล ปรากฏว่าเด็กส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย และรู้สึกว่ากำลังถูกละเมิดสิทธิเกินไป ดังนั้นลองตั้งสติดีๆ หลายครั้งที่เรานำภาพถ่ายของลูกหลานมาแชร์ให้คนอื่นเชยชมความน่ารัก แต่อีกด้านหนึ่งอาจเสี่ยงที่จะมีคนร้ายจะจดจำหน้าตา หรือข้อมูลบางส่วนมาใช้ในการนำภาพไปขอรับบริจาค ขอทาน ถึงขั้นลักพาตัวก็เป็นได้ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงเด็ดขาดเลยก็คือ ไม่ควรโพสต์ชื่อเด็ก หรือโรงเรียนของเด็กเป็นชื่อจริงทั้งหมด และผู้ปกครองควรสอดส่องดูแลไม่ให้บุตรหลานเล่นโซเชียลเพราะมีกฏระบุชัดเจนห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปีสมัครใช้งานโดยเด็ดขาด

3. ตั๋วเครื่องบิน/ตั๋วเดินทางต่างๆ

หลายคนอาจคิดไม่ออกว่า “ตั๋วเครื่องบิน” ดูเหมือนไม่มีข้อมูลอะไรที่เสี่ยงและน่าวิตกกังวลเท่าไรนัก แต่สำหรับอาชญากรหัวกะทิแล้ว ตั๋วเครื่องบิน หรือบอร์ดดิ้งพาส เปรียบเสมือนกุญแจทองคำไขเข้าไปสู่บ้านของคุณได้อย่างดีทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลบนบัตร เช่น ชื่อ-นามสกุล จุดเริ่มต้นของการเดินทาง จุดหมายปลายทาง และบาร์โค้ด สามารถถูกนำไปใช้ประโยชน์ในการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของเรา ทั้งยังอาจเปลี่ยนแปลงแผนการเดินทางของเราได้อีกด้วย คำแนะนำคือ นักท่องเที่ยวฉีกตั๋วทิ้งหรือเอาไปใส่เครื่องทำลายเอกสารหลังการใช้งานจะดีเสียกว่า

การบอกคนอื่นๆในโลกโชเชียลว่าจะเดินทางไปไหน ด้วยการโชว์ตั๋วเครื่องบิน อาจเป็นเรื่องที่สร้างความสนุกสนาน แต่ในแง่ร้ายคือ คนร้ายจะทำการใช้โปรแกรมตรวจจากบาร์โค้ดของตั๋วเครื่องบิน ทำให้เห็นถึงข้อมูลส่วนตัวของผู้เดินทาง ไม่ว่าจะเป็นเดินทางไปไหนมาไหน ใช้บัตรเครดิตยี่ห้อใดซื้อตั๋วเครื่องบิน และเลวร้ายที่สุดคือ คนร้ายสามารถสั่งยกเลิกตั๋ว หรือเห็นตัวเลข 4 หลักของบัตรเครดิตซึ่งจะไปสวมรอยใช้บัตรเครดิตได้เช่นกัน

4. การเช็คอินสถานที่ต่างๆ

ท่านรู้หรือไม่ว่า ข้อมูลจากเจ้าหน้าที่สืบสวนระบุว่า คนร้ายกว่า 75% ใช้การค้นหากลุ่มเป้าหมายผ่านทางโซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ โฟร์สแควร์ รวมทั้งโปรแกรมสุดไฮเทคอย่าง Google Street View

พูดง่ายๆว่า ค้นหาตำแหน่งบ้านที่พักอาศัยของเหยื่อได้อย่างสะดวกโยธิน โดยไม่จำเป็นต้องมาเฝ้าดูลาดเลาด้วยซ้ำ เมื่อบวกกับทรัพย์สินมีค่า เช่น โทรทัศน์ เครื่องเล่นดีวีดี ชุดเครื่องเสียงสุดหรูในห้องรับแขกที่เคยโพสต์อวดเพื่อนๆ สร้อยคอเพชรนิลจินดา รถยนต์ ก็ล่อตาล่อใจโจรได้ไม่น้อย ที่สำคัญหากคุณเช็คอินตลอดเวลา อยู่ไหน ไปที่ไหน ทำให้มิจฉาชีพรู้ว่าไม่อยู่บ้าน หรือกำลังจะกลับ ถือเป็นเรื่องเสี่ยงมากเช่นกัน

5. การด่าองค์กร/หน่วยงาน ของตัวเอง

เป็นเรื่องปกติที่บางครั้งผู้คนส่วนใหญ่จะรู้สึกเบื่อหน่ายงานที่กำลังทำอยู่ แต่กฎเหล็กที่หลายคนมักมองข้ามคือ อย่าโพสต์ข้อความเชิงลบที่แสดงความไม่พอใจต่อหน่วยงานตัวเอง แม้ไม่ผิดกฎหมายแต่อาจถูกไล่ออกจากงานได้ ย้ำว่า”ไม่ควรโพสต์ด่า หรือวิพากษ์วิจารณ์องค์กรเป็นอย่างยิ่ง เพราะกฎหมายไม่อนุญาต สามารถไล่ออกได้ เพราะถือเป็นการหมิ่นประมาท วิพากษ์วิจารณ์ให้เกิดความเสื่อมเสีย อีกข้อที่หลายคนอาจไม่รู้คือ คุณไม่มีสิทธิ์โพสต์ข้อมูลความลับของบริษัทตัวเอง เช่น วันหยุดของที่ทำงาน เงินเดือน โบนัส เนื่องจากข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้อาจเป็นความลับทางธุรกิจอยู่ก็ได้ ถ้าเลี่ยงได้ควรเลี่ยงโดยเด็ดขาด

6. ข้อมูลพื้นฐานทั่วไป

ยกตัวอย่างข้อมูลส่วนบุคคล ไม่ว่าจะเป็นเบอร์โทรศัพท์ ที่อยู่ วันเดือนปีเกิด และอีกมากมายสารพัด ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่ควรเปิดเผยในโลกออนไลน์ อย่าลืมว่าการขโมยอัตลักษณ์บุคคล หรือ Identity Theft ไม่ได้มีแต่ในภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดเท่านั้น ทว่ากำลังสร้างปัญหาในโลกแห่งความเป็นจริงด้วย เช่น บัตรประจำตัวประชาชน บัตรนักศึกษา ใบขับขี่ ที่อยู่ วันเดือนปีเกิด ที่ทำงาน สมาชิกครอบครัว ข้อมูลทางการแพทย์ เบอร์โทรศัพท์ ฯลฯ ไม่ควรเผยแพร่ลงบนสื่อออนไลน์อย่างเด็ดขาด เพราะข้อมูลพื้นฐานส่วนตัวเหล่านี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของอาชญากรรม เป็นการขโมยอัตลักษณ์บุคคล ข้อมูลเหล่านี้เราอาจจะไว้ใช้สำหรับล็อกอินเฟซบุ๊ก เช็คอีเมล คาดเดารหัสผ่านได้จากวันเดือนปีเกิด เลขบัตรประชาชนหรือเลขประจำตัวนักศึกษา บางคนถ่ายรูปในชุดข้าราชการในวันรับตำแหน่งใหม่ กลับเจอสวมรอย หรือนำไปแอบอ้างแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ บางคนโพสต์แทบทุกเรื่อง ประวัติ งาน ชอบทำอะไร ที่ไหน รสนิยม ร้านอาหารโปรด พ่อแม่พี่น้อง ที่อยู่บ้าน ที่ทำงาน หารู้ไม่ว่ามิจฉาชีพจะนำข้อมูลทั้งหมดนี้ไปใช้

7. อย่ากล่าวโจมตีผู้อื่น

ข้อมูลอันน่าตกใจจากกองบังคับการกองปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ระบุว่า ปัจจุบันเรื่องที่ถูกร้องเรียนมากที่สุดคือ คดีเกี่ยวกับการหมิ่นประมาทต่อบุคคล ในลักษณะการโพสต์ข้อความต่อว่ากันไปมาระหว่างบุคคลหรือกลุ่มบุคคล ด้วยคำพูดหยาบคายรุนเเรงเเละเป็นเท็จ ทำให้เกิดความเสียหาย เข้าข่ายการกระทำความผิดทางอาญาฐานหมิ่นประมาทและมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปีเเละปรับไม่เกิน 100,000 บาท เลยทีเดียว โดยส่วนมากจะเป็นพวกแสดงความคิดเห็นจนเกินขอบเขต สนุกบนความทุกข์ของคนอื่น โพสต์ทั้งข้อความ รูปภาพ คลิปวีดีโอในลักษณะการบิดเบือนข้อมูล ตัดต่อภาพ อะไรก็ตามที่เป็นเท็จ ทำให้ผู้อื่นเสียหาย คดีแบบนี้ต้องดูเจตนาเป็นสำคัญ หากทำครั้งเดียวอาจจะไม่ชัด แต่หากทำหลายครั้ง ต่อเนื่อง จนจับใจความได้ว่ามีเป้าหมายสื่อถึงใครหรือต้องการโจมตีทำร้ายใคร แบบนี้มีความผิดแน่นอน เตรียมรับทัวร์ลงได้เลย

8. อย่าโพสต์ดราม่า

โปรดรู้ไว้ว่า การโพสต์ระบายอารมณ์ ระบายความในใจ เล็ก ๆ น้อย ๆ อาจเป็นจุดทำลายมิตรภาพลงได้ในพริบตา คำพูดไม่กี่คำ อาจถูกนำไปตีความได้หลากหลายมุมมอง ดังนั้นถ้าไม่จำเป็น ไม่ควรโพสต์อะไรที่ “ดราม่า” เช่น กำลังมีปัญหาครอบครัว ทะเลากับสามี พ่อแม่ หรือมีปัญหาในที่ทำงาน เจ้านายตำหนิ เพื่อนร่วมงานนินทา เวลาโพสต์เรื่องราวเหล่านี้อาจจะโพสต์ลงไปในลักษณะอารมณ์ชั่ววูบ ไม่ทันยั้งคิด และมักจะโพสต์ด่าลอยๆ หรือเป็นบุคคลนิรนาม แต่เราอาจมีเพื่อนเยอะมากและกำลังคิดว่าคุณด่าเขาหรือเปล่า จนอาจเกิดการวิตกจริต คิดไปเองทำให้นำไปสู่ความหวาดระแวง กระทบกับความสัมพันธ์ได้

9. หลีกเลี่ยงการโพสต์ภาพวาบหวิว

อย่าโพสต์ข้อมูลส่วนตัวจำพวกภาพถ่ายของตัวเองในลักษณะที่ไม่เหมาะสม เช่น ภาพลักษณะเข้าข่าย เปลือย หรือวาบหวิว เพราะต่อให้คุณไม่ใช่ดารา ในที่สุดอาจมีคนเจตนาร้ายบันทึกภาพเหล่านั้นเอาไว้ ต่อให้คุณลบไปแล้ว มันก็ยังคงอยู่ หรืออาจส่งผลกระทบของคุณในที่ทำงาน เช่น เจ้านายของคุณอาจจะมาเห็น หรือลักษณะวาบหวิวเซ็กซี่มากเกินไป อาจโดนพวกโรคจิตตามรังควาน ถึงขั้นหมายปองจะทำมิดีมิร้ายได้เช่นกัน

หวังว่า 9 ข้อที่นำมาบอกกล่าวในวันนี้ คงจะช่วยเตือนสติ ให้ทุกท่านได้ใตร่ตรองและตระหนัก ก่อนที่จะโพสต์ลงในโลกโซเชียลต่างๆ เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของคุณและคนที่คุณรักนั่นเอง

ขอบคุณที่มา : เว็บไซต์ผู้จัดการ